
จอมควบคุม จังหวะทีม พอยต์การ์ดที่ทำให้ทุกคนดีขึ้น
- Harry P
- 4 views

จอมควบคุม จังหวะทีม เจสัน คิดด์ (Jason Kidd) คือมุมมองใหม่ในการมองเกมบาส ผ่านสายตาของคนที่ไม่ได้วิ่งเร็วที่สุด แต่ควบคุมทุกจังหวะให้ทีมเดินไปข้างหน้า บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่วันที่เขาเป็นแกนหลักพา Nets ลุยชิงแชมป์ ไปจนถึงวันที่เขายืนสั่งเกมข้างสนาม ในฐานะโค้ช Mavericks
- โปรไฟล์ของเจสัน คิดด์แบบกระชับ
- จุดแข็ง และจุดอ่อนที่เจสัน คิดด์ถูกวิจารณ์
- บทบาทของเจสัน คิดด์ในฐานะโค้ช
จากเด็ก Bay Area สู่ Hall of Fame สองรอบ
เจสัน เฟรเดอริก คิดด์เกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1973 ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เติบโตจากบาสระดับไฮสคูล-คอลเลจที่ California Golden Bears ก่อนถูก Dallas Mavericks ดราฟต์เป็นอันดับ 2 ของดราฟต์ปี 1994 และคว้ารางวัล Rookie of the Year ตั้งแต่ฤดูกาลแรก ร่วมกับ The Next Jordan อย่างแกรนต์ ฮิลล์
เส้นทางใน NBA ของเขาผ่าน 4 ทีมใหญ่ – Mavericks, Phoenix Suns, New Jersey Nets และ New York Knicks พร้อมเกียรติยศระดับ Hall of Fame แทบครบทุกบรรทัด NBA All-Star 10 ครั้ง, All-NBA Team 6 ครั้ง, All-Defensive Team 9 ครั้ง, แชมป์ NBA ปี 2011 กับ Dallas และ 2 เหรียญทองโอลิมปิก กับทีมชาติสหรัฐ
ในปี 2018 เขาถูกบรรจุเข้าสู่ Naismith Memorial Basketball Hall of Fame ในฐานะผู้เล่น และปี 2025 ยังถูกจารึกอีกครั้ง ในฐานะสมาชิกทีมชาติสหรัฐชุด Redeem Team 2008 สะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นเพียง “จอมคุมเกมใน NBA” แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของบาสระดับโลกด้วย (28 ธันวาคม 2025) [1]
ศิลปะของการคุมจังหวะ เกมที่วิ่งตามการตัดสินใจ
ถ้าดูจากตัวเลขอย่างเดียว คิดด์คือหนึ่งในพอยต์การ์ด ที่ครบเครื่องที่สุด เขาเฉลี่ย 12.6 แต้ม 8.7 แอสซิสต์ 6.3 รีบาวด์ และ 1.9 สตีล ต่อเกม พร้อมนำลีกด้านแอสซิสต์ถึง 5 ฤดูกาล และจบอาชีพ ด้วยการอยู่ในกลุ่มท็อปของประวัติศาสตร์ ทั้งในจำนวนแอสซิสต์ สตีล และทริปเปิลดับเบิล
แต่สิ่งที่ตัวเลขเล่าไม่หมดคือ “จังหวะ” ที่เขาเลือกให้ทีมเล่นในแต่ละเพลย์ เขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งเกม เพื่อเปลี่ยนสปีดหลังเก็บรีบาวด์ เมื่อไหร่ควรชะลอ ให้ทั้งทีมเซตเกมใหม่ตัดโมเมนตัมคู่แข่ง และเมื่อไหร่ที่ทีม ต้องการเพียงการจ่ายง่ายๆ เพื่อให้เพื่อนกลับมามั่นใจ การคุมจังหวะแบบนี้ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องแสดงไฮไลต์ทุกเพลย์
เมื่อการอ่านเกม เปลี่ยนทีมธรรมดาให้ไปชิงแชมป์ได้

ในปี 2001 การเทรดที่ส่งเจสัน คิดด์จาก Phoenix Suns ไป New Jersey Nets กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ ก่อนหน้าที่เขาจะมา เน็ตส์เป็นทีมท้ายตาราง แต่ทันทีที่คิดด์สวมยูนิฟอร์ม เขาพาทีมจบฤดูกาลปกติ ด้วยผลงาน 52-30 และทะลุเข้าชิงแชมป์สายตะวันออก
ก่อนจะไปถึง NBA Finals ปี 2002 พบกับ Los Angeles Lakers ของ Shaq-Kobe และในฤดูกาลถัดมา 2002-03 เน็ตส์ของคิดด์กลับไปชิง NBA Finals อีกครั้ง และพบกับ San Antonio Spurs ของ Tim Duncan แม้สุดท้ายจะพลาดแหวนทั้งสองปี แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ เขาทำให้เน็ตส์จากทีมที่แทบไม่มีใครพูดถึง
กลายเป็นทีมที่ใครๆ ก็ต้องเตรียมแผนรับมือ ทั้งเกมเร็วยามเปลี่ยนจากรับเป็นรุก และเกมตั้งครึ่งสนาม ที่เขาอ่านจังหวะให้เพื่อนเล่นได้อย่างเป็นระบบ ยุคเน็ตส์ยังทำให้ภาพของคิดด์ในฐานะผู้นำเกมชัดเจนขึ้น เขาไม่ได้เป็นแค่พอยต์การ์ดที่จ่ายบอลเก่ง แต่เป็น “ผู้จัดการสมดุล” และความเสี่ยงในแต่ละเพลย์ของทั้งทีม (3 กันยายน 2018) [2]
แชมป์ NBA 2011 บทพิสูจน์ของพอยต์การ์ดที่ไม่ต้องเด่น
กลางฤดูกาล 2007-08 เขาถูกเทรดกลับไปดัลลัส แมฟเวอริกส์ และในวัย 38 ปี คิดด์กลายเป็นเวอร์ชันใหม่ของตัวเอง เขาไม่ได้ครองบอล และทำทุกอย่างเหมือนสมัยเน็ตส์อีกต่อไป ลดบทบาทการทำแต้มลง เน้นการคุมจังหวะ เกมรับ และการยืนเป็น “ตัวเชื่อม” ให้ระบบของทีม
ในปี 2011 ดัลลัส แมฟเวอริกส์คว้าแชมป์ NBA ด้วยการล้ม Miami Heat ยุค Big 3 และแม้ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดจะเป็น Dirk Nowitzki แต่ในแท็กติกจริงๆ คิดด์คือคนที่ช่วยให้ทีมเล่นได้อย่างมีวินัย ทั้งการสลับคุมตัวบนเพดานสามแต้ม การสื่อสารเกมรับ และการยืนในตำแหน่งที่ดึงตัวประกบ ออกไปจากโซนอันตรายของ Nowitzki
ที่น่าสนใจคือ คิดด์ซึ่งเคยถูกล้อในยุคแรกว่าเป็นการ์ดที่ชู้ตไกลไม่แม่น กลับจบอาชีพด้วยการขึ้นไปอยู่แถวหน้า ในจำนวนสามแต้มลงรวมตลอดกาล แสดงให้เห็นว่าการคุมจังหวะของเขา ไม่ได้อยู่แค่ที่ลูกจ่าย แต่รวมถึงการยอมพัฒนาตัวเอง ให้เติมช่องว่างที่ทีมต้องการด้วย
คิดด์กับบทบาทโค้ช ความต่อเนื่องของ DNA เดิม

จอมควบคุม จังหวะทีม อย่างคิดด์ หลังแขวนรองเท้าในปี 2013 เขาก้าวสู่บทบาทโค้ชทันที เริ่มจาก Brooklyn Nets, ต่อด้วย Milwaukee Bucks ก่อนพักไปหนึ่งช่วง และกลับมาเป็นผู้ช่วยโค้ช Los Angeles Lakers ชุดแชมป์ปี 2020 ซึ่งช่วยให้เขาได้เห็นมุมมองการบริหารทีม ในระดับองค์กรใหญ่ ในยุคที่ซูเปอร์สตาร์ร่วมงานกันหลายคน
ในปี 2021 เขากลับสู่ดัลลัส แมฟเวอริกส์ในฐานะเฮดโค้ช และในฤดูกาลแรก เขาก็พาแมฟเวอริกส์ทำผลงาน 52-30 และทะลุไปถึงรอบชิงแชมป์สายตะวันตก พร้อมภาพทีมที่ “แข็ง” ขึ้นในเกมรับอย่างชัดเจน ก่อนจะพาทีมไปไกลถึง NBA Finals ปี 2024 แม้สุดท้ายจะพ่ายให้ Boston Celtics ก็ตาม
หลังจากนั้น แมฟเวอริกส์ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเทรด Luka Doncic ออกจากทีม และสร้างโครงใหม่โดยมีผู้เล่นรุ่นใหม่อย่าง Cooper Flagg เข้ามาเป็นแกนหลัก แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ปรัชญา “คุมจังหวะ และการตัดสินใจ” แบบคิดด์ เขาพยายามสร้างทีมที่ไม่พึ่งแค่ซูเปอร์สตาร์คนใดคนหนึ่ง (2 กรกฎาคม 2025) [3]
คำวิจารณ์ที่เจสัน คิดด์หนีไม่พ้น
ภาพของเจสัน คิดด์ในสนาม อาจจะดูนิ่ง สุขุม และเต็มไปด้วยการตัดสินใจที่เฉียบคม แต่ชีวิตจริงของเขาก็มีด้านที่ถูกวิจารณ์หนักเช่นกัน ทั้งคดีทำร้ายร่างกายในครอบครัว ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และคดีเมาแล้วขับในปี 2012 ที่เขายอมรับผิด และรับโทษตามกระบวนการกฎหมาย
รวมถึงต้องทำงานให้ความรู้เยาวชน เกี่ยวกับอันตรายของการดื่มแล้วขับ และในมุมบาสเกตบอลเอง เขาเคยถูกวิจารณ์เรื่องการชู้ตไกล และถูกตั้งคำถามเรื่องสไตล์โค้ช ที่บางครั้งทำให้เกมรุกดูหนืด หรือพึ่งดารามากเกินไปในบางทีม เสียงวิจารณ์เหล่านี้ทำให้ชื่อของคิดด์ ไม่ได้ถูกเล่าแบบสวยงามด้านเดียว
บทสรุป จอมควบคุม จังหวะทีม ที่เปลี่ยนคำว่าพอยต์การ์ด
สุดท้ายแล้ว จอมควบคุม จังหวะทีม “เจสัน คิดด์” ไม่ได้ทำให้เกมเร็วขึ้น เขาแค่ทำให้เกม “อยู่ในมือคนที่ควบคุมมันได้จริง” คนที่เข้าใจว่าจังหวะไหนควรเดิน จังหวะไหนควรวิ่ง และจังหวะไหนควรหยุด เพื่อให้ทีมไปถึงเส้นชัยด้วยกันได้จริงๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่เจสัน คิดด์ทำมาตลอดทั้งชีวิตของเขา ในโลกบาสเกตบอล
ทำไมเจสัน คิดด์ถึงถูกมองว่าเป็นจอมควบคุมจังหวะทีม ?
เพราะสไตล์การเล่นของเขาเน้นการอ่านเกม และกำหนดความเร็วของแต่ละเพลย์ มากกว่าการทำแต้มเอง เขารู้ว่าจังหวะไหนควรเปลี่ยนจากรับเป็นรุก จังหวะไหนควรชะลอให้ทีมเซตเกมใหม่ และจังหวะไหนควรปล่อยให้เพื่อนเป็นคนจบเพลย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทีมของเขา มักเล่นได้อย่างมีระเบียบ
คิดด์ในฐานะโค้ช แตกต่างจากตอนเป็นผู้เล่นอย่างไร ?
คิดด์ในฐานะโค้ชยังคงยึดหลักการเดิมคือ การคุมจังหวะ และการตัดสินใจ แต่ต้องขยายมุมมองให้ครอบคลุมมากขึ้น เขาจึงต้องบาลานซ์ระหว่างการให้เสรีภาพกับสตาร์ของทีม กับการรักษากรอบเกมให้ทุกคนเล่นในโครงเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เขาทั้งได้รับคำชม และคำวิจารณ์ไปพร้อมกัน
- Tags: กีฬา


