
ฉลามสีน้ำเงิน นักอพยพ แห่งท้องทะเลเปิด
- J. Kanji
- 3 views

ฉลามสีน้ำเงิน นักอพยพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคลื่อนที่ไกล และการปรับตัว ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ ลำตัวเรียวยาว สีฟ้าครามด้านหลัง และท้องสีขาวเงิน ช่วยให้มันพรางตัว ได้อย่างมีประสิทธิภาพในน้ำเปิด ฉลามชนิดนี้ ว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อค้นหาอาหาร และแหล่งสืบพันธุ์ ในพื้นที่ต่างๆ ของโลก
- ลักษณะเด่น และตัวตนของฉลามสีน้ำเงิน
- การอพยพระยะ และบทบาทฉลามสีน้ำเงินในมหาสมุทร
- พฤติกรรม วงจรชีวิต และสถานะการอนุรักษ์ฉลามสีน้ำเงิน
ฉลามสีน้ำเงินคือใคร ทำไมถึงเรียกว่า Blue Shark
ฉลามสีน้ำเงินมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prionace glauca ถูกบรรยาย และตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus ในปี ค.ศ. 1758 จัดอยู่ในวงศ์ Carcharhinidae หรือวงศ์เดียวกับ ฉลามดัสกี้ จุดเด่นที่สุดของฉลามชนิดนี้คือ สีฟ้า–น้ำเงินเข้มบริเวณหลัง และสีขาวเงินบริเวณท้อง
ซึ่งช่วยพรางตัวได้ดี ทั้งเมื่อมองจากด้านบน และด้านล่าง รูปร่างของฉลามสีน้ำเงิน ค่อนข้างเรียวยาว หัวเรียว จมูกแหลม ครีบอกยาวกว่าฉลามหลายชนิด ทำให้มันเคลื่อนไหว ได้อย่างลื่นไหลในน้ำเปิด ลำตัวยาวเฉลี่ยประมาณ 2.5–3.5 เมตร และสามารถยาวได้มากกว่า 3.8 เมตรในบางตัว
น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60–180 กิโลกรัม แล้วแต่เพศและอายุ เหตุผลที่มันถูกเรียกว่า “ฉลามสีน้ำเงิน” ไม่ได้มาจากสีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงครีบที่เรียวยาว และดูอ่อนช้อย โดยเฉพาะครีบอก ที่ยาวกว่าฉลามชนิดอื่น ในขนาดใกล้เคียงกัน (22 ธันวาคม 2025) [1]
การกระจายพันธุ์ ของฉลามสีน้ำเงินในมหาสมุทรโลก
ฉลามสีน้ำเงินเป็นฉลาม ที่มีการกระจายพันธุ์ กว้างขวางมาก พบได้แทบทุกมหาสมุทร ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก อินเดีย ไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมักอาศัยอยู่ใน ทะเลเปิด (Pelagic Zone) มากกว่าบริเวณแนวปะการัง หรือใกล้ชายฝั่ง มันสามารถพบได้ตั้งแต่ผิวน้ำ จนถึงความลึกมากกว่า 350–500 เมตร
และมีความสามารถในการปรับตัว ต่ออุณหภูมิของน้ำได้ดี ตั้งแต่น้ำเขตร้อนอุ่นๆ ไปจนถึงน้ำเย็นในเขตอบอุ่น ฉลามสีน้ำเงินยังเป็นนักเดินทางตัวยง มีการอพยพตามฤดูกาล เพื่อหาอาหาร และแหล่งผสมพันธุ์ งานวิจัยด้านการติดแท็กอิเล็กทรอนิกส์ ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2014 พบว่า ฉลามสีน้ำเงินบางตัว สามารถอพยพได้ต่อเนื่อง ยาวนานกว่า 900 วัน
และว่ายน้ำเป็นระยะทาง รวมมากกว่า 28,000 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก การเคลื่อนที่ระยะไกลลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม ที่หลากหลาย และตอกย้ำว่าฉลามสีน้ำเงิน เป็นหนึ่งในฉลามทะเลเปิด ที่มีช่วงการเคลื่อนที่ กว้างที่สุดในโลก (13 สิงหาคม 2014) [2]
พฤติกรรม และนิสัยของฉลามสีน้ำเงิน
แม้จะเป็นนักล่าระดับบน ของห่วงโซ่อาหาร แต่ฉลามสีน้ำเงิน มักถูกมองว่าเป็นฉลาม ที่มีนิสัยค่อนข้างสงบ เมื่อเทียบกับฉลามขนาดใหญ่ชนิดอื่น โดยทั่วไปมันไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อมนุษย์ และการโจมตีมนุษย์เกิดขึ้น ค่อนข้างน้อยมาก
ฉลามชนิดนี้ มักว่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยหยุดนิ่ง และมักพบว่ายน้ำเดี่ยว หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ ในบางช่วงอาจพบรวมกลุ่มกันจำนวนมาก ในแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ พฤติกรรมที่โดดเด่นอีกอย่าง คือความสามารถในการว่ายน้ำ ได้อย่างประหยัดพลังงาน ด้วยลำตัวเรียวยาว และครีบอกขนาดใหญ่
ทำให้มันลอยตัว และเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉลามสีน้ำเงินยังมีพฤติกรรม อยากรู้อยากเห็น บางครั้งจะว่ายเข้าใกล้ วัตถุแปลกใหม่ในทะเล เช่น เรือหรืออุปกรณ์ดำน้ำ แต่โดยมากจะถอยห่าง เมื่อรับรู้ถึงความไม่คุ้นเคย
อาหารของฉลามสีน้ำเงิน และวิธีการล่า

อาหารหลักของฉลามสีน้ำเงินคือ ปลาขนาดเล็กถึงขนาดกลาง และ หมึกทะเล โดยเฉพาะหมึกสาย และหมึกกล้วย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ในทะเลเปิด นอกจากนี้ยังล่าปลาซาร์ดีน ปลาทูน่าวัยอ่อน ปลาแมคเคอเรล รวมถึงสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่พบเจอระหว่างการว่ายน้ำ วิธีการล่าของฉลามสีน้ำเงิน ไม่ใช่การพุ่งโจมตี แบบรุนแรงเหมือน ฉลามมาโก (Mako Shark)
แต่จะอาศัยความเร็ว ความอึด และการไล่ต้อนเหยื่อในระยะยาว ฟันของมันเรียวแหลม และโค้งเล็กน้อย เหมาะกับการจับและฉีกเนื้อเหยื่อ ที่ลื่นอย่างหมึก ฉลามสีน้ำเงินยังมีบทบาทสำคัญ ในการควบคุมจำนวนประชากร ของสัตว์ทะเลเปิด ช่วยรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ หากฉลามชนิดนี้ ลดจำนวนลง อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อาหาร ในระดับที่กว้างกว่าที่คิด
การสืบพันธุ์ และวงจรชีวิตของฉลามสีน้ำเงิน
ฉลามสีน้ำเงินเป็นฉลามแบบ ออกลูกเป็นตัว (viviparous) โดยตัวอ่อนจะพัฒนาอยู่ในท้องแม่ และได้รับสารอาหารผ่านรก ลูกฉลามเมื่อแรกเกิด มีความยาวประมาณ 35–45 เซนติเมตร และสามารถว่ายน้ำ ได้ทันทีหลังคลอด หนึ่งในจุดเด่นของฉลามสีน้ำเงิน คือจำนวนลูกต่อครอกที่มาก ตัวเมียหนึ่งตัว สามารถให้กำเนิดลูกได้ตั้งแต่ 20 ถึงมากกว่า 100 ตัว
ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับฉลามชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม อัตราการรอดชีวิตของลูกฉลาม ในธรรมชาติไม่ได้สูงนัก เนื่องจากต้องเผชิญกับนักล่าชนิดอื่น และสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ฉลามครีบฟ้าเติบโตค่อนข้างช้า
ใช้เวลาหลายปีกว่า จะถึงวัยเจริญพันธุ์ โดยตัวผู้มักโตเต็มวัยเร็วกว่าตัวเมียเล็กน้อย วงจรชีวิตที่ต้องใช้เวลานานเช่นนี้ ทำให้ประชากรฉลามสีน้ำเงิน ฟื้นตัวได้ช้า หากจำนวนลดลง จากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะจากกิจกรรมของมนุษย์
สถานะการอนุรักษ์ฉลามสีน้ำเงิน ในปัจจุบัน
แม้ฉลามสีน้ำเงิน จะเป็นหนึ่งในฉลาม ที่พบได้มากที่สุดในโลก แต่จำนวนประชากรในหลายพื้นที่ กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจาก การทำประมงเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการจับติดอวนโดยไม่ได้ตั้งใจ และการล่าเพื่อเอาครีบไปทำซุปหูฉลาม ข้อมูลอัปเดต สหภาพนานาชาติ เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ในปี 2019
จัดให้ฉลามครีบฟ้า อยู่ในสถานะ Near Threatened (ใกล้ถูกคุกคาม) เนื่องจากมีหลักฐานว่า ประชากรลดลง ในหลายภูมิภาคทั่วโลก (2019) [3] การอนุรักษ์ฉลามสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่การปกป้องสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาสมดุล ของระบบนิเวศทะเลเปิด ซึ่งมีผลต่อปลาเศรษฐกิจ และความอุดมสมบูรณ์ ของมหาสมุทรในระยะยาว
ฉลามสีน้ำเงิน นักอพยพ กับบทสรุป
ฉลามสีน้ำเงิน นักอพยพ คือสัญลักษณ์ของนักล่า แห่งทะเลเปิดที่ทั้งสง่างาม และมีบทบาทพฤติกรรม ที่ค่อนข้างสงบ ทำให้มันแตกต่างจากภาพจำ ของฉลามดุร้าย ที่หลายคนคุ้นเคย แม้จะยังพบได้แพร่หลาย การเข้าใจ และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ จึงเป็นกุญแจสำคัญ ในการรักษานักว่ายน้ำสีคราม แห่งท้องทะเลให้คงอยู่ต่อไป
ทำไมฉลามสีน้ำเงิน จึงว่ายน้ำอพยพไกล ข้ามมหาสมุทร ?
การอพยพระยะไกลของฉลามสีน้ำเงิน เกี่ยวข้องกับการหาอาหาร แหล่งผสมพันธุ์ และสภาพอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม ความสามารถในการเดินทางไกล ช่วยให้มันปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทร ได้ดีกว่าฉลามหลายชนิด พฤติกรรมนี้ สะท้อนถึงความอึด และประสิทธิภาพ ในการใช้พลังงาน ของฉลามชนิดนี้
ฉลามสีน้ำเงินแตกต่างจากฉลามทะเลเปิด ชนิดอื่นอย่างไร ?
จุดเด่นของฉลามสีน้ำเงิน คือรูปร่างเรียวยาว ครีบอกที่ยาวเป็นพิเศษ และสีฟ้าคราม ที่ช่วยพรางตัวในทะเลเปิด เมื่อรวมกับนิสัยค่อนข้างสงบ และการกระจายพันธุ์กว้าง ทำให้มันเป็นหนึ่งในฉลามทะเลเปิด ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุด ลักษณะเหล่านี้ ช่วยให้มันอยู่รอดได้ดี ในสภาพแวดล้อมที่เปิดโล่ง และกว้างใหญ่
- Tags: สัตว์


