ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด ความยิ่งใหญ่ที่ถูกเข้าใจผิด

ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด

ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด (Dwight Howard) ถ้าเราพูดถึงฉายา “ซูเปอร์แมน” ในโลกบาส ชื่อของดไวท์ ฮาวเวิร์ดคือหนึ่งในภาพจำ ที่ชัดที่สุด ชุด Magic สีฟ้า กระโดดขึ้นฟ้า พร้อมผ้าคลุมซูเปอร์แมนใน Slam Dunk Contest ปี 2008 ที่ทำให้ทั้งลีก ต้องหันมามองเขาเป็นศูนย์กลางของ NBA ยุคใหม่

  • ช่วงพีคที่ชัดเจนที่สุดของฮาวเวิร์ด
  • โศกนาฏกรรมของดไวท์ ฮาวเวิร์ดที่เริ่มจากความอยากเติบโต
  • บทบาทการเป็น “บิ๊กแมนพาร์ทไทม์” ของฮาวเวิร์ด

เมื่อร่างกายระดับประวัติศาสตร์ โดนผลักขึ้นเวทีเร็วเกินไป

ดไวท์ ฮาวเวิร์ดไม่เคยเล่นบาส ในระดับมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ เขาข้ามตรงจากโรงเรียนมัธยมในแอตแลนต้า เข้าสู่ดราฟต์ปี 2004 และถูก ออร์แลนโด แมจิก (Orlando Magic) เลือกเป็นดราฟต์อันดับ 1 ทันที ทั้งที่ในปีนั้นยังมีชื่อของ Emeka Okafor ที่ดู “พร้อมใช้” ระดับ NCAA อยู่ในกระดานเดียวกัน

แมจิกในตอนนั้นเพิ่งเสีย Tracy McGrady ออกจากทีม เป็นสโมสรที่เหมือนถูกรีเซตใหม่เกือบหมด แต่พวกเขากลับเลือกเอาเด็กมัธยมร่าง 6 ฟุต 10 นิ้ว หนักกว่า 260 ปอนด์มาเป็นศูนย์กลางของแผนระยะยาว โดยแทบไม่มีรุ่นพี่สายเซนเตอร์ตัวท็อป คอยโอบอุ้มแบบยุคก่อน (8 ธันวาคม 2025) [1]

ฮาวเวิร์ดตอบแทนความเชื่อใจ ด้วยการเฉลี่ยดับเบิล-ดับเบิลตั้งแต่ปีรุคกี้ และกลายเป็นเสาหลักของแมจิกอย่างรวดเร็ว ทั้งรีบาวด์ บล็อก และการป้องกันวงใน ที่ทำให้คู่แข่งต้องเปลี่ยนวิธีเล่น เมื่อเจอเขาในสนาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ เขาไม่เคยมีช่วงเวลาที่ได้ “เรียนรู้จากข้างๆ” เหมือนเซนเตอร์ยุคก่อนๆ เขาถูกผลักขึ้นไปยืนเป็นเสาตั้งแต่วันแรก

เมื่อเกมรับทั้งทีมอยู่ในร่างของคนคนเดียว

ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด

ช่วงปี 2007-2011 คือเวลาที่ดไวท์ ฮาวเวิร์ดยืนอยู่บนยอดของลีก ในฐานะเซนเตอร์ เขาคว้ารางวัลผู้เล่นเกมรับยอดเยี่ยมแห่งปี ติดต่อกัน 3 สมัย และพาแมจิกไปถึงรอบชิงชนะเลิศ NBA ในปี 2009 ซึ่งในยุคที่ยังมี Black Mamba Mentality อย่างโคบี ไบรอันต์, เลอบรอน เจมส์, เควิน การ์เน็ต และทิม ดันแคนอยู่เต็มลีก

การที่เซนเตอร์คนหนึ่งพาทีมเล็ก ตลาดเล็ก ไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ในยุคแมจิก ฮาวเวิร์ดไม่ได้เป็นเซนเตอร์เกมรุก ที่มีลูกโพสต์อัพละเอียด แต่ทีมถูกออกแบบให้เขา “ทำเรื่องที่ถนัดที่สุดให้เต็มที่” นั่นคือบล็อก ช่วยป้องกัน และเก็บทุกอย่างที่กระเด็นออกมาจากแป้น นี่คือช่วงเวลาที่พรสวรรค์ และระบบทีมสอดคล้องกันมากที่สุด

หากมองผ่านสถิติตลอดอาชีพใน NBA ของเขา ฮาวเวิร์ดยืนอยู่ในระดับเซนเตอร์แถวหน้าจริงๆ เขาเฉลี่ยประมาณ 15-16 แต้มต่อเกม แต่จุดที่ทำให้เขาแตกต่าง คือรีบาวด์ 11.8 ครั้ง และบล็อก 1.8 ครั้งต่อเกม พร้อมกับการนำลีกด้านรีบาวด์หลายฤดูกาล และติดท็อป 10 ตลอดกาลของ NBA ในจำนวนรีบาวด์รวม (23 ธันวาคม 2025) [2]

เมื่อซูเปอร์แมนอยากเป็น “ตัวเอกในทุกช็อต”

จุดเปลี่ยนของฮาวเวิร์ด ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสภาพร่างกาย ที่ถดถอยลงทันที แต่เริ่มจากความต้องการของตัวเขาเอง เขาอยากมีบทบาทในเกมรุกมากขึ้น อยากเป็นตัวเลือกหลักในโพสต์อัพ อยากพิสูจน์ว่าตัวเอง ทำได้มากกว่าแค่บล็อก และรีบาวด์ ปัญหาคือ NBA ในช่วงที่เขาเริ่มเรียกร้องบทบาทเพิ่ม ก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่เกมรุก ต้องการสเปซซิ่ง

เซนเตอร์ต้องยืดเกมออกไป ต้องอ่านเกมระดับเพลย์เมกเกอร์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ยืนรอในโลว์โพสต์ การจะมาปั้นลูกโพสต์แบบดั้งเดิม ให้เป็นอาวุธหลัก จึงยิ่งไม่เข้ากับทิศทางของลีก ความขัดแย้งกับโค้ช และเพื่อนร่วมทีมในช่วงท้ายที่แมจิก รวมถึงช่วงสั้นๆใน Lakers เวอร์ชันแรก

สะท้อนให้เห็นว่า ฮาวเวิร์ดอยากเป็นมากกว่าสิ่งที่ระบบต้องการจากเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้มีเครื่องมือเกมรุกครบพอที่จะทำให้ทีม ยอมสร้างระบบใหม่รอบตัวเขา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอีโก้ แต่มันคือโศกนาฏกรรมเล็กๆ ของผู้เล่นที่อยากเติบโต แต่เติบโตไปคนละทิศกับเกมทั้งลีก

ฮาวเวิร์ดจากบทบาทเสาหลัก สู่คนที่ทีมไม่รู้จะใช้ยังไง

หลังจากยุคทองที่ออร์แลนโด แมจิกเสร็จ ฮาวเวิร์ดเริ่มเข้าสู่ช่วง “ทัวร์ลีก” กับหลายทีม ทั้ง Lakers, Rockets, Hawks, Hornets, Wizards, 76ers และการกลับมา Lakers อีกครั้งในช่วงปลายอาชีพ NBA บนกระดาษ แต่ละทีมรับเขาไปด้วยความหวังว่าจะได้เวอร์ชันซูเปอร์แมนยุคแมจิก เซนเตอร์ที่ป้องกันวงใน และเป็นพลังงานให้ทีม

แต่ในความเป็นจริง ระบบเกมรุกสมัยใหม่ ต้องการเซนเตอร์ที่สามารถเปิดพื้นที่ ด้วยการยืดออกนอกทะเลสามแต้ม หรืออ่านเกมพาสซิ่งในระดับสูง ซึ่งไม่ใช่จุดแข็งของฮาวเวิร์ด บวกกับภาพจำเรื่องบุคลิกที่ดูเล่นสนุกเกินไป, น้ำหนักของข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว และปัญหาเรื่องฟาวล์ กับลูกโทษในช่วงสำคัญ

ยิ่งทำให้แฟรนไชส์ต่างๆ รู้สึกลังเลที่จะยกตำแหน่งเสาหลักให้เขาอีกครั้ง สุดท้าย เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีชื่อใหญ่ แต่บทบาทในทีมไม่เคยชัดเจน เท่าตอนอยู่กับแมจิกอีกเลย นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่คำถามเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าฮาวเวิร์ดตกยุคเอง หรือ NBA ต่างหากที่เปลี่ยนเร็วเกินไปสำหรับสไตล์ของเขา

เมื่อซูเปอร์แมนถอดผ้าคลุม และยอมเป็นฟันเฟืองธรรมดา

ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด

ในซีซัน 2019-20 กับ Los Angeles Lakers ฮาวเวิร์ดยอมรับบทบาท ที่เล็กลงกว่าที่เคยเป็นอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่ตัวหลักในเกมรุก ไม่ใช่สตาร์โฟกัสบนปกสื่อ แต่กลายเป็นบิ๊กแมนพาร์ทไทม์ ที่ใช้ร่างกาย รีบาวด์ และการสกรีนคุณภาพสูง เพื่อให้เกมของ LeBron James และ Anthony Davis ไหลลื่นที่สุด

สำหรับบางคน นี่คือจุดที่เขา “ยอมถอย” แต่ถ้ามองอีกมุม นี่คือเวอร์ชันที่โตที่สุดของฮาวเวิร์ด คนที่รู้ว่าตัวเองยังทำอะไรได้ดี และเลือกโฟกัสกับมัน โดยไม่พยายามดันตัวเองไปเป็นสิ่งอื่น ผลลัพธ์คือแหวนแชมป์ NBA วงแรกในชีวิต และการยอมรับจากแฟนๆว่า เขายังเป็นส่วนสำคัญของทีมที่ได้แชมป์

จากไต้หวัน สู่ Hall of Fame ความยิ่งใหญ่ที่เพิ่งถูกนิยามใหม่

หลังจากไม่สามารถหาทีมในเอ็นบีเอต่อได้ ฮาวเวิร์ดเลือกเส้นทางใหม่ ด้วยการไปเล่นในไต้หวันกับ Taoyuan Leopards กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของลีกอย่างรวดเร็ว ทั้งตัวเลข, รางวัล และความสนใจระดับสื่อโลก เขาแสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่ใช่เวทีเอ็นบีเอ เขาก็ยังสามารถเป็นแม่เหล็ก และสร้างอิทธิพลให้กับที่ที่เขาไปได้

แน่นอนว่าเส้นทางต่างแดนของเขา ไม่ได้มีแค่เรื่องดี ยังมีดราม่า และเหตุการณ์ปะทะในสนาม ที่ถูกขยายในโซเชียล รวมถึงล่าสุดกับการไปเล่นในรายการพิเศษ, การร่วมลีกอย่าง BIG3 และข่าวการปะทะกับผู้เล่นรายอื่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพลักษณ์ของเขายังคง “มีเสียง” ทั้งด้านบวก และลบเสมอ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลีกเก่าอย่างแมจิกก็ประกาศให้เขา เข้าสู่หอเกียรติยศของสโมสร ในขณะที่ระดับโลกอย่าง Naismith Memorial Basketball Hall of Fame ก็เลือกให้เขาเป็นหนึ่งในคลาสปี 2025 ร่วมกับตำนานรุ่นใหญ่อื่นๆ การยืนยันจากเวทีประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า เราควรจำเขาแบบไหน (6 กันยายน 2025) [3]

บทสรุป ตัวอย่างของพรสวรรค์ที่เดินสวนทางกับยุคสมัย

สุดท้าย ซูเปอร์แมน ดไวท์ ฮาวเวิร์ด ไม่ใช่ผู้เล่นที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เงียบๆ เขายังอยู่ในข่าว ยังถูกพูดถึง ทั้งดี ทั้งร้าย และไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของข้อถกเถียง ชีวิตบาสของดไวท์ ฮาวเวิร์ดก็ได้ทิ้งบทเรียนไว้ชัดเจนว่า การเป็นตำนาน ไม่ได้หมายความว่าทุกช่วงเวลาในอาชีพ จะสวยงามสมบูรณ์แบบเสมอไป

ทำไมหลังออกจากแมจิก ฟอร์มของฮาวเวิร์ดไม่เหมือนเดิม ?

หลังจากออกจากแมจิก เขาต้องเจอกับหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งอาการบาดเจ็บที่เริ่มสะสม เกมรุกของเอ็นบีเอ ที่เปลี่ยนไปเน้นสเปซซิ่ง และสามแต้มมากขึ้น รวมถึงภาพจำเรื่องบุคลิก และความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว ทำให้หลายทีมไม่กล้าสร้างระบบรอบตัวเขาอีกครั้ง เขาจึงถูกใช้เป็นชิ้นส่วนเสริม มากกว่าจะเป็นเสาหลักแบบเดิม

แหวนแชมป์กับ Lakers สำคัญต่อภาพลักษณ์ฮาวเวิร์ดยังไง ?

แหวนแชมป์ในปี 2020 สำคัญมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าฮาวเวิร์ด ยังมีคุณค่าในฐานะฟันเฟืองเกมรับ และรีบาวด์ แม้ไม่ได้เป็นสตาร์เบอร์หนึ่งของทีมอีกต่อไป มันช่วยปรับมุมมองจากคำว่า “สตาร์ที่ไม่เคยได้แชมป์” ไปเป็น “บิ๊กแมนที่ยอมลดบทบาทเพื่อให้ทีมชนะ” และทำให้หลายคน กลับมาประเมินมรดกของเขาใหม่อีกครั้ง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง