ศึกษา ประเภทของ อัญมณี รู้จักความแตกต่าง แต่ละชนิด

ประเภทของ อัญมณี

ศึกษา ประเภทของ อัญมณี ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความงดงามและคุณค่าทั้งด้านศิลปะ ความเชื่อ และเศรษฐกิจ แต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งสี รูปร่าง ความแข็ง และแหล่งกำเนิด ความเข้าใจในประเภทของอัญมณีช่วยให้เลือกซื้อสะสม หรือทำเครื่องประดับได้ตรงความต้องการ นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบคุณค่าแท้จริง และการประเมินราคาของอัญมณีแต่ละชนิด

  • อัญมณีธรรมชาติ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีมูลค่าสูง
  • อัญมณีสังเคราะห์ ผลิตในห้องแล็บ คุณสมบัติใกล้เคียงแท้
  • อัญมณีมีค่า เพชร มรกต ทับทิม ไพลิน ราคาสูง

การแบ่งประเภท ของอัญมณีตาม แหล่งกำเนิดเป็นยังไง?

การแบ่ง ประเภทของ อัญมณี ตามแหล่งกำเนิด เป็นวิธีที่สำคัญในการทำความเข้าใจคุณค่า ความแท้ และมูลค่าของอัญมณีแต่ละชนิด โดยสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อัญมณีธรรมชาติ อัญมณีสังเคราะห์ และอัญมณีเลียนแบบ ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

การรู้จักการแบ่งประเภทของอัญมณีตามแหล่งกำเนิด จะช่วยให้เลือกซื้ออัญมณีได้อย่างถูกต้อง เข้าใจคุณค่าแท้จริง และหลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างอัญมณีแต่ละประเภท

อัญมณีกำเนิด ตามธรรมชาติ เป็นอย่างไร?

ประเภทของ อัญมณี

(Natural Gemstones) คืออัญมณีที่เกิดขึ้นเองตามกระบวนการทางธรรมชาติ ใช้เวลาหลายล้านปีในการก่อตัวโดยไม่ผ่านการสร้างหรือดัดแปลงจากมนุษย์ เป็นอัญมณีที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในตลาด ตัวอย่างอัญมณีธรรมชาติ ได้แก่ เพชร มรกต ทับทิม และไพลิน ซึ่งความหายาก สี ความใส และตำหนิธรรมชาติ ล้วนส่งผลต่อราคาและคุณค่า

 

อัญมณีสังเคราะห์ เกิดขึ้นจากอะไร?

(Synthetic Gemstones) อัญมณีสังเคราะห์เป็นอัญมณีที่มนุษย์ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการ โดยมีโครงสร้างทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพเหมือนอัญมณีธรรมชาติ แต่ใช้เวลาผลิตน้อยกว่าและควบคุมคุณภาพได้

อัญมณีสังเคราะห์มีราคาย่อมเยากว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงามใกล้เคียงของจริง เช่น เพชรสังเคราะห์ ไพลินสังเคราะห์ และมรกตสังเคราะห์

อัญมณีเลียนแบบ ทำมาจากอะไร?

(Imitation Gemstones) อัญมณีเลียนแบบคือวัสดุที่ทำขึ้นเพื่อให้มีลักษณะคล้ายอัญมณีแท้ แต่ไม่มีโครงสร้างหรือคุณสมบัติทางเคมีเหมือนอัญมณีธรรมชาติ มักผลิตจากแก้ว พลาสติก หรือหินชนิดอื่น อัญมณีเลียนแบบมีต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับเครื่องประดับแฟชั่น และควรแยกแยะให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในการซื้อขาย

เจาะลึก ประเภทของอัญมณี ตามความนิยมและมูลค่า

อัญมณีสามารถแบ่งประเภทตามระดับความนิยมและมูลค่าในตลาดได้ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณา ได้แก่ ความหายาก ความสวยงาม ความคงทน และความต้องการของผู้บริโภค โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อัญมณีมีค่า และ อัญมณีกึ่งมีค่า

การเข้าใจประเภทของอัญมณีตามความนิยม และมูลค่าจะช่วยให้เลือกอัญมณีได้เหมาะสมกับงบประมาณ การใช้งาน และวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เพื่อความสวยงามหรือ เพื่อการสะสมและการลงทุนในระยะยาว

อัญมณีที่มีมูลค่า เป็นแบบไหน และมีอะไรบ้าง?

(Precious Gemstones) อัญมณีที่มีมูลค่า คือทรัพยากรจากธรรมชาติที่มีความงดงาม ความหายาก และความคงทน จึงเป็นที่ต้องการของมนุษย์มาอย่างยาวนาน อัญมณีเหล่านี้ไม่เพียงใช้เป็นเครื่องประดับ แต่ยังสะท้อนฐานะ ความเชื่อ และการลงทุน ชนิดของอัญมณีที่มีมูลค่าสูงมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับคุณภาพ สี ความบริสุทธิ์ และความนิยมในตลาด ได้แก่ เพชร, มรกต, ทับทิม และไพลิน

เพชร อัญมณีที่แข็งที่สุด เป็นอย่างไร?

(Diamond) เพชรเป็นรูปแบบหนึ่งของ ธาตุคาร์บอน ในสถานะของแข็ง มีโครงสร้างการจัดเรียงอะตอมแบบ ลูกบาศก์เพชร ลักษณะทั่วไป ไร้รส ไร้กลิ่น ไร้สี ในรูปแบบบริสุทธิ์ และแข็งเปราะ นำไฟฟ้าได้ไม่ดี และไม่ละลายในน้ำ เป็นวัสดุธรรมชาติที่มี ความแข็ง และ ค่าการนำความร้อนสูงที่สุด เพชรเป็นวัสดุที่แข็งและบีบอัดได้ยากที่สุด มีความแวววาวสูง สื่อถึงความมั่นคงและความหรูหรา (11 มกราคม 2026) [1]

มรกต สัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ เป็นยังไง?

มรกต (Emerald) เป็นอัญมณีในตระกูลแร่เบริลที่มีสูตรทางเคมี โดยสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์เกิดจากธาตุโครเมียมและวานาเดียม มรกตคุณภาพสูงพิจารณาจากความสด และการกระจายตัวของสีเขียวที่สม่ำเสมอทั่วทั้งเม็ด จุดเด่นสำคัญคือมรกตธรรมชาติมักมีตำหนิภายในเสมอซึ่งเรียกว่า “สวน” (Jardin) โดดเด่นด้วยสีเขียวสด เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง

สามารถพบอัญมณีชนิดนี้ได้ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ แซมเบีย, ซิมบับเว, มาดากัสการ์,บราซิล, แคนาดา ,โคลอมเบีย, ปากีสถาน, อินเดีย, อัฟกานิสถาน ,ไทย และรัสเซีย

ที่มา: มรกต (4 มกราคม 2026) [2]

ทับทิม อัญมณีสีแดงเข้ม มีลักษณะยังไง?

(Ruby) ทับทิมจัดอยู่ในตระกูล คอรันดัม เช่นเดียวกับบุษราคัม ไพลิน และเขียวส่อง มีความแข็งเป็นรองแค่ เพชร เท่านั้น จึงนิยมนำมาทำเครื่องประดับเพราะทั้งสวยงามและคงทน ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ratanraj” แปลว่า เจ้าแห่งอัญมณี และถือเป็นหนึ่งในอัญมณีชุดนพรัตน์ของไทย

ทับทิมธรรมชาติส่วนใหญ่มักมีเนื้อขุ่นหรือมีตำหนิ ทับทิมในท้องตลาดส่วนใหญ่จึงต้องผ่าน การเพิ่มคุณภาพด้วยความร้อน การเผา เพื่อให้มีสีสวยและเนื้อใสขึ้น ลักษณะที่หายากและราคาสูง คือสีแดงสดแบบ “เลือดนกพิราบ” เนื้อใสสะอาด ไม่มีตำหนิ และมีสัดส่วนประกายไฟที่ดี

ทับทิมขนาด 3-4 กะรัต ที่คุณภาพดีอาจมีราคาสูงถึงหลักล้าน และถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นอาจพุ่งไปถึงหลักสิบล้าน โดยเฉพาะทับทิมพม่าสีแดงอมชมพู เป็นที่นิยมและมีราคาสูงมาก มีสีแดงเข้มแสดงถึงพลัง อำนาจ และความรัก

ที่มา: ทับทิม (อัญมณี) (4 มกราคม 2026) [3]

อัญมณีประเภท ไพลิน มีสีอะไรบ้าง?

ไพลิน (Sapphire) คืออัญมณีในตระกูลคอรันดัม มีความแข็ง 9 ตามมาตราโมห์ส รองจากเพชร สีที่รู้จักมากที่สุดคือสีน้ำเงิน แต่ไพลินสามารถพบได้หลายสี เช่น ชมพู เหลือง เขียว ม่วง และขาว ยกเว้นสีแดงซึ่งเรียกว่า “ทับทิม” ได้รับความนิยมด้านความสง่างามและความน่าเชื่อถือ

ช่วง ปี ค.ศ. 1800–1900 มีการค้นพบแหล่งไพลินคุณภาพสูงในศรีลังกา เมียนมา และแคชเมียร์ ซึ่งกลายเป็นแหล่งอ้างอิงคุณภาพระดับโลก

อัญมณีที่เป็นแบบกึ่งมีค่า มีอะไรบ้าง?

(Semi-Precious Gemstones) อัญมณีกึ่งมีค่า คืออัญมณีที่มีความสวยงามและความทนทาน แต่มีความหายากและมูลค่าน้อยกว่าอัญมณีมีค่า นิยมใช้ในการทำเครื่องประดับ ของตกแต่ง และงานหัตถศิลป์ อัญมณีกึ่งมีค่ามีหลายชนิด แต่ละชนิดมีสีสันและคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกัน ได้แก่ โกเมน, อเมทิสต์, บุษราคัม และเพอริดอท

โกเมน (Garnet) มีลักษณะแบบใด?

(Garnet) คืออัญมณีในกลุ่มแร่ซิลิเกตที่มีสีสันหลากหลาย ไม่ได้มีแค่สีแดงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่พบได้ตั้งแต่แดง ส้ม เหลือง เขียว ไปจนถึงม่วงและดำ โกเมนมีความแข็งประมาณ 6.5–7.5 ตามมาตราโมห์ส จึงเหมาะสำหรับทำเครื่องประดับและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โกเมนถูกกำหนดอย่างเป็นทางการให้เป็น อัญมณีประจำเดือนเกิด “เดือนมกราคม” ตามระบบสากล ในปี ค.ศ. 1912

 

อเมทิสต์ (Amethyst) เป็นอัญมณีแบบใด?

(Amethyst) คืออัญมณีในตระกูลควอตซ์ มีสีม่วงตั้งแต่อ่อนจนถึงม่วงเข้ม เกิดจากการมีธาตุเหล็ก ปนอยู่ในโครงสร้างผลึกและผ่านกระบวนการฉายรังสีตามธรรมชาติ อเมทิสต์มีความแข็งประมาณ 7 ตามมาตราโมห์ส จึงนิยมใช้ทำเครื่องประดับอย่างแพร่หลาย สื่อถึงความสงบและปัญญา

ปี ค.ศ. 1727 มีการค้นพบแหล่งอเมทิสต์ขนาดใหญ่ในประเทศบราซิล ทำให้อเมทิสต์จาก อัญมณี หายาก กลายเป็นอัญมณีที่เข้าถึงได้มากขึ้น

บุษราคัม (Topaz) ที่นิยมในเครื่องประดับแฟชั่น

(Topaz) คืออัญมณีในกลุ่มแร่ซิลิเกตที่มีความใส แข็ง และมีสีสันหลากหลาย ตั้งแต่เหลือง น้ำเงิน ชมพู ส้ม ใส ไปจนถึงน้ำตาลแดง บุษราคัมมีความแข็ง 8 ตามมาตราโมห์ส จัดเป็นอัญมณีที่แข็งและทนทาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทำเครื่องประดับ

มีการค้นพบแหล่งบุษราคัมคุณภาพสูงในบราซิล ทำให้บุษราคัมเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในยุโรป ในช่วงปี ค.ศ. 1700–1800

เพอริดอท (Peridot) อัญมณีที่สดใส มีชีวิตชีวา

(Peridot) คืออัญมณีสีเขียวในกลุ่มแร่โอลิวีน มีเอกลักษณ์คือสีเขียวสดใสตามธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านการปรับปรุงสี เพอริดอทมีความแข็งประมาณ 6.5–7 ตามมาตราโมห์ส เหมาะสำหรับทำเครื่องประดับ แต่ควรดูแลอย่างเหมาะสม

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5–10 เพอริดอทถูกนำไปใช้ประดับเครื่องราชและศาสนวัตถุในยุโรป โดยเชื่อว่าปกป้องจากพลังชั่วร้าย

บทสรุป ประเภทของ อัญมณี ความงดงามของแต่ละชนิด

บทสรุป ประเภทของ อัญมณี การทำความเข้าใจ ทั้งตามความนิยม มูลค่า และแหล่งกำเนิด ช่วยให้สามารถเลือกซื้อ เลือกใช้งาน และประเมินมูลค่าได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีธรรมชาติที่มีคุณค่า อัญมณีสังเคราะห์ที่สวยงามแต่ราคาย่อมเยา หรืออัญมณีเลียนแบบสำหรับแฟชั่น ความรู้เรื่องประเภทอัญมณีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนักสะสม นักออกแบบ และผู้ที่รักอัญมณีทุกคน

อัญมณีสังเคราะห์ มีคุณค่าหรือไม่?

อัญมณีสังเคราะห์มีคุณค่าในแง่ของความสวยงาม และคุณสมบัติทางกายภาพที่ใกล้เคียงอัญมณีธรรมชาติ ทำให้สามารถใช้ทำเครื่องประดับ คุณภาพสูงได้โดยมีราคาย่อมเยากว่า นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอัญมณีบริสุทธิ์ ไม่มีตำหนิ และควบคุมคุณภาพได้ง่าย แม้จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าอัญมณีธรรมชาติ แต่ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งด้านแฟชั่น การลงทุน และการสะสมอย่างยั่งยืน

จะรู้ได้อย่างไรว่า อัญมณีไหน เป็นของแท้?

การดูว่าอัญมณีแท้หรือไม่ ต้องสังเกตรูปลักษณ์และคุณสมบัติหลายด้าน อัญมณีแท้มักมีสีสวยเป็นธรรมชาติ ความใสและประกายเฉพาะตัว รวมถึงอาจมีตำหนิเล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติ นอกจากนี้ควรพิจารณาน้ำหนัก ความแข็ง และการสะท้อนแสง รวมถึงตรวจสอบใบรับรองจากห้องแล็บที่เชื่อถือได้เพื่อความมั่นใจว่าซื้ออัญมณีแท้จริงๆ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง