ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense ศาสตร์ของการชนะ

ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense

ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense ในยุคที่ NBA ยังเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ ต้องถูกนิยามด้วยการเป็นตัวหลักของทีม สก็อตตี้ พิพเพนคือคนที่ทำสิ่งตรงกันข้าม เขาพิสูจน์ว่าสามารถเป็น ซูเปอร์สตาร์ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวรุกอันดับหนึ่ง เขาเปลี่ยนคำว่า เกมรับ ให้กลายเป็น อัตลักษณ์ ทีม ระบบ แชมป์ และยุคสมัย

  • สไตล์การเล่นของสก็อตตี้ พิพเพนที่ทำให้เขาเป็นตำนาน
  • เหตุการณ์ที่สก็อตตี้ พิพเพนถูกพูดถึงในแง่ลบ
  • มิติด้านความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนของพิพเพน

ผู้ทำให้โลกเข้าใจว่าเกมรับ คือแกนกลางของทีมแชมป์

ถ้าไมเคิล จอร์แดนคือ ผู้ทำให้โลก เข้าใจคำว่าเหนือมนุษย์ ใบหน้าที่ทำให้โลกหลงรัก Chicago Bulls ในยุค 90s สก็อตตี้ พิพเพนก็คือโครงสร้างภายใน ที่ทำให้ทีมนี้ “อยู่ได้จริง” ทั้งสองฝั่งของสนาม เขาไม่ได้เป็นดาวที่ส่องสว่างที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้ระบบทั้งหมดทำงานพร้อมกันได้

ในยุคที่ทุกคนยังมองหาซูเปอร์สตาร์จากจำนวนแต้ม และช็อตปิดเกม พิพเพนกลับสร้างอัตลักษณ์ จากสิ่งที่คนไม่ค่อยอยากทำ เขาป้องกันตั้งแต่ตัวการ์ด ไปจนถึงฟรอนต์คอร์ท และยังคุมจังหวะเกมบุกในฐานะ Point-Forward เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำให้คำว่า All-Around Defense เป็นต้นแบบของตำแหน่ง

ชายที่เริ่มจากตัวเลือกอันดับ 5 แต่จบด้วยสถานะตำนานเกมรับ

ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense

สก็อตตี้ พิพเพน (Scottie Pippen) ถูกดราฟต์ในปี 1987 อันดับ 5 โดย Seattle SuperSonics ก่อนถูกเทรดมาที่ Bulls ในทันที เส้นทางไม่ได้มาพร้อมความคาดหวังระดับ “ผู้กอบกู้แฟรนไชส์” แต่เติบโตจากการเติมรายละเอียดเล็กๆ เข้าไปในเกมของตัวเองทีละชั้น

ตลอด 17 ฤดูกาลใน NBA เขาทำได้เฉลี่ย 16.1 แต้ม, 6.4 รีบาวด์, 5.2 แอสซิสต์, 2.0 สตีลต่อเกม คว้าแชมป์ 6 สมัย, ติด All-Star 7 ครั้ง และที่สำคัญคือ ติดทีม All-Defensive รวม 10 ครั้ง (ทีมแรก 8 ครั้ง) ซึ่งเป็นตัวเลขระดับหัวแถวของประวัติศาสตร์ลีก (10 ธันวาคม 2025) [1]

ในยุคที่ตำแหน่ง Small Forward ยังไม่ถูกนิยามชัดเจน พิพเพนคือหนึ่งในต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า “ฟอร์เวิร์ด” สามารถเป็นทั้งตัวป้องกันหลัก ตัวทำเกม คุมทิศทางของทีม และเป็นศูนย์กลางของทั้งเกมรับ และเกมบุกได้ในคนเดียว ทำให้ตำแหน่งนี้ถูกมองใหม่ ในฐานะบทบาทที่มีผลต่อระบบ มากกว่าตัวเลขการทำแต้ม

การป้องกันรอบด้านในแบบของพิพเพน

สิ่งที่ทำให้พิพเพนแตกต่าง จากผู้เล่นเกมรับทั่วไป คือเขาไม่ได้ทำงานแค่ในกรอบคนต่อคน แต่ทำงานในระดับ “โครงสร้างเกม” ทั้งหมด

  • ป้องกันได้ตั้งแต่การ์ดจนถึงฟรอนต์คอร์ท
    ด้วยความสูง 6 ฟุต 8 นิ้ว และฟุตเวิร์กที่เบา พิพเพนสามารถสลับไปป้องกันได้ แทบทุกตำแหน่งในยุคของเขา เป็นหัวใจของการป้องกันแบบสวิตช์ ซึ่งต่อมากลายเป็นมาตรฐานของทีมยุคใหม่
  • เพรส และทรานซิชันดีเฟนส์ เกมรับที่เปลี่ยนเป็นเกมบุกทันที
    หนึ่งในภาพจำของบูลส์ยุค 90s คือการเพรสคู่แข่งเต็มคอร์ท แบบที่หลายทีมยังรับมือไม่ทัน และในแผนนี้ ชื่อของพิพเพนมักอยู่ตรงจุดสำคัญเสมอ สตีลของเขาไม่ใช่แค่ตัวเลข 2.9 ครั้งต่อเกมในฤดูกาล 1993-94 แต่คือ “จุดเริ่มต้นของฟาสต์เบรก” ที่ทีมได้คะแนนง่าย และเปลี่ยนโมเมนตัมทั้งเกมหลายครั้ง
  • Help-Defense และการอ่านเพลย์เหมือนเพลย์เมกเกอร์
    พิพเพนโดดเด่นเรื่องการยืนตำแหน่งช่วยเพื่อน ถอยมาปิดช่องไดรฟ์ คล้ายกับการที่เพลย์เมกเกอร์อ่านเกมรุก แต่เขาทำในฝั่งป้องกัน จะบอกว่าเขาเป็น “เพลย์เมกเกอร์ของเกมรับ” ก็ไม่เกินจริง เพราะหลายครั้งบูลส์เริ่มเกมจากพิพเพนก่อน แล้วทุกอย่างจึงไหลต่อเองในทรานซิชัน (21 มีนาคม 2023) [2]

ถ้าพิพเพนเล่นใน NBA ปัจจุบัน เขาจะถูกใช้แบบไหน

ถ้าย้ายพิพเพนมาอยู่ในยุคที่เน้นสวิตช์ทั้ง 5 คน, เน้น Wingspan, เน้น Two-Way Wing และ Point-Forward แทบทุกทีมจะอยากให้เขายืนเป็นศูนย์กลางของระบบ ในเชิง Archetype เขาใกล้เคียงกับส่วนผสมของผู้เล่นอย่าง

  • Kawhi Leonard ในมิติการปิดเกมหนึ่งต่อหนึ่ง และแย่งบอล
  • Paul George ในบทบาท Wing ที่สามารถสร้างเกมจากดริบเบิล
  • Jimmy Butler ในมิติของอิทธิพลต่อวัฒนธรรมทีม และจังหวะเกมรับ

แต่สิ่งที่ทำให้พิพเพนยังดู “ไม่เหมือนใคร” คือการรวมทุกอย่างไว้ในคนเดียว ตั้งแต่เพลย์เมกเกอร์ เกมรับระดับแถวหน้า ไปจนถึงการเป็นตัวเสริมจอร์แดน ในจังหวะปิดเกม ในยุคที่เราพูดถึง 3&D, Two-Way Wing, Switchable Big พิพเพนคือคนที่ทำให้ไอเดียเหล่านี้ เป็นรูปธรรมตั้งแต่ยุค 90s แล้ว

ปีที่ไม่มีจอร์แดน หลายคนเพิ่งเห็นว่าพิพเพนแบกทีมได้จริง

ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense

ฤดูกาล 1993-94 เมื่อไมเคิล จอร์แดนรีไทร์ครั้งแรก หลายคนคิดว่าบูลส์จะถอยลงอย่างชัดเจน แต่ทีมยังชนะได้ถึง 55 เกม (จาก 57 เกมในปีก่อน) โดยมีพิพเพนเป็นตัวหลักทั้งเกมบุก และเกมรับ เขาทำได้เฉลี่ย 22.0 แต้ม, 8.7 รีบาวด์, 5.6 แอสซิสต์ และ 2.9 สตีล

เขาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ในการโหวต MVP นี่คือช่วงเวลาที่โลกเริ่มมองเห็นว่า เขาไม่ได้เป็นแค่ “เบอร์สองข้างจอร์แดน” แต่สามารถเป็นแกนหลักของทีมเพลย์ออฟได้จริง อย่างไรก็ตาม ปีเดียวกันนั้นเองก็เกิดหนึ่งในเหตุการณ์ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในอาชีพของเขา

เกมเพลย์ออฟกับ New York Knicks ที่พิพเพนปฏิเสธไม่ลงเล่นจังหวะสุดท้าย หลังรู้ว่า Phil Jackson เลือกให้ Toni Kukoc เป็นคนชู้ตช็อตปิดเกม เหตุการณ์นี้กลายเป็นรอยแผล ที่ถูกหยิบมาพูดซ้ำเสมอ เมื่อพูดถึงด้านมืดในบุคลิกของเขา (25 มิถุนายน 2021) [3]

เมื่อเงิน ศักดิ์ศรี และการตัดสินใจกลายเป็นบททดสอบ

ภาพของพิพเพนในสารคดี The Last Dance ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขา ทั้งในเรื่องสัญญาที่ต่ำกว่าความสามารถอย่างชัดเจน และการตัดสินใจบางอย่างที่ถูกมองว่าเอาตัวเองเป็นหลัก

  • สัญญาที่ต่ำกว่าความจริง
    ในช่วงปลายยุค 90s เขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ “ค่าตอบแทนต่ำกว่าผลงาน” มากที่สุดคนหนึ่งใน NBA โดยฤดูกาล 1997-98 เขาเป็นเพียงผู้เล่นที่ได้ค่าเหนื่อยอันดับ 6 ของทีม ทั้งที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของแชมป์สามสมัยติด
  • การผ่าตัดที่ถูกเลื่อนเพราะ “ไม่อยากเสียซัมเมอร์”
    ก่อนฤดูกาล 1997-98 เขาตัดสินใจผ่าตัดข้อเท้าช่วงใกล้เปิดฤดูกาล แทนที่จะทำตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ซึ่งเขาอธิบายในภายหลังว่าต้องการ “ใช้ฤดูกาลเพื่อฟื้นตัว และไม่อยากให้ช่วงซัมเมอร์ของตัวเองพังไป”

เหตุการณ์นี้สร้างทั้งความไม่พอใจจากทีมบริหาร และกลายเป็นตัวอย่างของความตึงเครียด ระหว่างผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ กับทีมที่ไม่ได้ตอบแทนตามคุณค่า ประเด็นเหล่านี้ทำให้ภาพของพิพเพนซับซ้อนขึ้น เขาไม่ใช่ฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับระบบ สัญญา และความรู้สึกว่าตัวเองถูกประเมินต่ำกว่าความจริง

บทส่งท้าย ผู้ที่ทิ้งมาตรฐานไว้ให้คนรุ่นหลังเดินตาม

ท้ายที่สุด ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense “สก็อตตี้ พิพเพน” เป็นคนที่ทำให้โครงสร้างเกมรับทั้งทีมมีชีวิต และเมื่อเกมรับมีชีวิต เกมรุกก็ไหลไปเอง นั่นคือเหตุผลที่ ต่อให้ผ่านไปกี่ยุค พอเราพูดถึงคำว่า “การป้องกันรอบด้าน” ชื่อของสก็อตตี้ พิพเพนจะยังคงถูกหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆเสมอ

ถ้าพิพเพนเล่นใน NBA วันนี้ จะมีบทบาทแบบไหน ?

พิพเพนน่าจะถูกใช้เป็น Point-Forward ตัวหลักของระบบเกมรับ และเกมบุก คล้ายส่วนผสมของ Kawhi, PG และ Jimmy Butler พร้อมแนวโน้มเป็นตัวเต็งรางวัล Defensive Player of the Year แทบทุกปีที่ฟอร์มสมบูรณ์

ปีที่ไม่มีจอร์แดน พิพเพนแบกทีมได้จริงหรือแค่ภาพจำ ?

ฤดูกาล 1993-94 บูลส์ยังชนะได้ถึง 55 เกม และสก็อตตี้ พิพเพนจบด้วยสถิติระดับ 22-8-5 พร้อมติด All-NBA First Team และจบอันดับ 3 ในการโหวต MVP ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเขาพาทีมแข่งขันได้ โดยไม่มีจอร์แดน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง