พวงคราม ดอกสีม่วงคราม ไม้เลื้อยออกดอกสวย

พวงคราม ดอกสีม่วงคราม

พวงคราม ดอกสีม่วงคราม ไม้เลื้อยดอกสีม่วงครามที่สะกดสายตา ด้วยความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์
ดอกออกเป็นช่อยาวพลิ้วไหว ให้บรรยากาศโรแมนติก และสดชื่นในสวนทุกฤดูกาล สัญลักษณ์แห่งความสงบ และความงามตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการเสน่ห์อ่อนหวาน และร่มรื่น

  • ประวัติพวงครามในประเทศไทย ข้อมูลทั่วไป ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
  • ประโยชน์ของพวงคราม
  • การขยายพันธุ์และวิธีปลูกพวงคราม
  • การดูแลรักษาพวงครามและเคล็ดลับเพิ่มเติม

ประวัติพวงครามในประเทศไทย 

การนำเข้ามาปลูกในไทย (ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) พวงครามมีถิ่นกำเนิดใน อเมริกาใต้และเม็กซิโก ถูกนำเข้ามาในไทยเพื่อใช้เป็นไม้ประดับ เนื่องจากดอกสีม่วงครามสดใสและเลื้อยคลุมรั้วได้ดี เริ่มนิยมปลูกตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะ

การแพร่หลายและได้รับความนิยม (ประมาณทศวรรษ 2500–2520) พวงครามถูกจัดว่าเป็นไม้เลื้อยที่ แข็งแรง ทนทาน และให้ดอกสวยงาม นิยมปลูกเป็น รั้วบ้านและซุ้มทางเดิน เพราะเถาเหนียวแน่นและช่วยสร้างความปลอดภัย กลายเป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ถูกกล่าวถึงในงานพฤกษศาสตร์และการจัดสวนไทย (12 สิงหาคม 2021) [1]

การบรรจุในสารานุกรมพืชและงานอนุรักษ์ (พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา) พวงครามถูกบันทึกใน สารานุกรมพืช กรมอุทยานฯ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ได้รับการยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Petrea volubilis L. และจัดอยู่ในวงศ์ VERBENACEAE ปัจจุบันยังคงเป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูกทั่วประเทศ ทั้งในบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

ข้อมูลทั่วไปของพวงคราม

  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Petrea volubilis L.
  • ชื่อวงศ์: VERBENACEAE
  • ชื่อสามัญ (Common names):
    • Purple Wreath
    • Queen’s Wreath
    • Sandpaper Vine
    • Blue Bird Vine (บางแหล่งข้อมูล)
  • ชื่ออื่นในไทย: พวงม่วง, ช่อม่วง
  • ถิ่นกำเนิด: อเมริกาเขตร้อนและเม็กซิโก (24 ธันวาคม 2021) [2]
  • ประเภท: ไม้เลื้อยเนื้อแข็ง อายุหลายปี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพวงคราม

  • ลำต้น: เป็น ไม้เลื้อยเนื้อแข็ง สูงได้ประมาณ 5–12 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีขน แต่เมื่อแก่ขนจะหายไป สามารถเลื้อยคลุมต้นไม้อื่นหรือโครงสร้างได้ไกลกว่า 20 ฟุต
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่ กว้าง 2.5–8 ซม. ยาว 6–15 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านสากมือ คล้ายกระดาษทราย (เป็นที่มาของชื่อสามัญ Sandpaper Vine)
  • ดอก: ออกเป็น ช่อกระจะห้อยลงตามซอกใบและปลายกิ่ง ยาว 20–40 ซม. แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก (10–40 ดอก) กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขอบขนาน สีม่วงอ่อนหรือน้ำเงินอ่อน ติดทน กลีบดอก 5 กลีบ รูปดาว สีม่วงครามหรือม่วงเข้ม โคนเชื่อมเป็นหลอดสั้น เกสรเพศผู้ 4 อัน (สั้น 2, ยาว 2) และเกสรเพศเมียมีรังไข่ 2 ช่อง ออกดอกตลอดปี แต่ดอกดกมากในฤดูแล้ง
  • ผล: ผลสด รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผนังชั้นในแข็ง มีกลีบเลี้ยงหุ้ม มีขนนุ่มและสามารถติดอยู่บนช่อดอกได้นาน

ประโยชน์ของพวงคราม

ด้านการประดับและจัดสวน

  • นิยมปลูกตาม รั้วบ้าน ซุ้ม หรือกำแพง เพื่อให้เถาเลื้อยคลุม สร้างบรรยากาศโรแมนติกและร่มรื่น
  • ดอกสีม่วงครามสดใสออกเป็นช่อยาว ทำให้สวนดูโดดเด่นและมีเสน่ห์
  • ใช้เป็นไม้เลื้อยให้ร่มเงาในพื้นที่กลางแจ้ง เช่น ศาลา หรือทางเดิน

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • เถาเลื้อยหนาแน่นช่วย ลดความร้อน และเพิ่มความชุ่มชื้นในบริเวณบ้าน
  • ช่วยเป็นที่อยู่อาศัยของนกและแมลงผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวและความสมดุลทางธรรมชาติในชุมชน

ด้านสมุนไพรและท้องถิ่น

  • ในบางประเทศ เช่น เม็กซิโกและอเมริกาใต้ มีการใช้ ใบและดอก ของพวงครามในตำรับพื้นบ้าน
  • มีรายงานการใช้เพื่อ บรรเทาอาการไอและไข้ แต่ยังต้องการการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
  • ไม่ใช่สมุนไพรหลักในไทย แต่บางพื้นที่มีการนำมาใช้ในเชิงพื้นบ้าน

การขยายพันธุ์และวิธีปลูกพวงคราม

การขยายพันธุ์

  • เพาะเมล็ด: ใช้เมล็ดแก่จัด ปลูกในดินร่วนชื้น
  • ปักชำกิ่ง: เลือกกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ ปักลงดินชื้นและมีร่มบางส่วน
  • ตอนกิ่ง: นิยมใช้เพื่อให้ได้ต้นใหม่ที่แข็งแรงและโตเร็ว

การเลือกสถานที่และดิน

  • แสงแดด: ต้องการแดดเต็มวันถึงร่มบางส่วน แต่แดดจัดจะช่วยให้ออกดอกดก
  • ดิน: ดินร่วนหรือดินปลูกทั่วไปที่มีการระบายน้ำดี ค่า pH 6–7.5
  • พื้นที่: เหมาะกับการปลูกเลื้อยตามรั้ว กำแพง หรือซุ้มให้ร่มเงา (17 ตุลาคม 2023) [3]

การปลูก

  • ปลูกลงดิน: ขุดหลุมกว้างและลึกประมาณ 30–40 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้น
  • ปลูกในกระถาง: เลือกกระถางใหญ่ มีค้ำยันหรือซุ้มให้เลื้อย
  • ระยะปลูก: หากปลูกหลายต้น ควรเว้นระยะห่าง 2–3 เมตร เพื่อให้เถาเลื้อยได้สะดวก

การดูแลรักษาพวงครามและเคล็ดลับเพิ่มเติม

การดูแลรักษา

  • น้ำ: รดน้ำสม่ำเสมอ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง แต่หลีกเลี่ยงน้ำขัง
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2–3 ครั้ง และเสริมปุ๋ยสูตรเสมอ (15-15-15) หรือสูตรเร่งดอก (8-24-24) ช่วงก่อนออกดอก
  • แสงแดด: ต้องการแดดเต็มวันเพื่อให้ออกดอกดก สีเข้มสดใส
  • ตัดแต่งกิ่ง: หลังออกดอกควรตัดแต่งกิ่งแก่หรือกิ่งที่พันกัน เพื่อกระตุ้นการแตกยอดใหม่และรักษาทรงพุ่ม
  • โรคและแมลง: โดยทั่วไปแข็งแรง แต่ควรระวังเพลี้ยและหนอนกินใบ หากพบให้ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและใช้วิธีธรรมชาติ เช่น น้ำสบู่เจือจางฉีดพ่น

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • ปลูกใกล้ซุ้ม รั้ว หรือกำแพง: เพื่อให้เถาเลื้อยคลุมและสร้างร่มเงาอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับ พวงชมพู ดอกสีชมพูสดใส
  • กระตุ้นการออกดอก: ลดการให้น้ำเล็กน้อยช่วงก่อนออกดอก และเสริมปุ๋ยเร่งดอก จะช่วยให้ช่อดอกยาวและดกขึ้น
  • การขยายพันธุ์: ใช้วิธีตอนกิ่งหรือปักชำกิ่งกึ่งแก่ จะได้ต้นใหม่ที่โตเร็วและแข็งแรง
  • การจัดสวน: ปลูกคู่กับไม้เลื้อยสีอื่น เช่น พวงชมพูหรือพวงแสด เพื่อสร้างความหลากหลายของสีสันในสวน

สรุป พวงคราม ดอกสีม่วงคราม ไม้เลื้อยประดับสวน

พวงคราม ดอกสีม่วงคราม

สรุป พวงคราม ดอกสีม่วงคราม ไม้เลื้อยดอกสีม่วงครามที่สะกดสายตาด้วยความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ ดอกออกเป็นช่อยาวพลิ้วไหว ให้บรรยากาศโรแมนติกและสดชื่นในสวนทุกฤดูกาล สัญลักษณ์แห่งความสงบ และความงามตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการเสน่ห์อ่อนหวานและร่มรื่น

พวงครามเหมาะกับการปลูกในสภาพแวดล้อมแบบใด?

  • ชอบแสงแดดเต็มวันและดินร่วนระบายน้ำดี
  • เหมาะปลูกตามรั้ว ซุ้ม หรือกำแพงบ้าน
  • สามารถปลูกในกระถางใหญ่ที่มีค้ำยันให้เลื้อยได้

ประโยชน์หลักของพวงครามคืออะไร?

  • ใช้เป็นไม้ประดับ เพิ่มความงามและร่มเงาในสวน
  • ช่วยลดความร้อนและเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงผสมเกสร
  • บางพื้นที่ใช้ใบและดอกในตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน
Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน
Picture of OTP
OTP

แหล่งอ้างอิง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง