พัฟฟิน แอตแลนติก นกแก้มสีสดแห่งผืนน้ำเหนือ

พัฟฟิน แอตแลนติก

พัฟฟิน แอตแลนติก เป็นนกทะเลหน้าตาน่ารัก ด้วยแก้มขาว ปากสีสด และลำตัวกลมป้อม แต่เบื้องหลังความน่ารักนี้ พวกมันคือนักล่าปลาตัวจิ๋ว และนักเดินทางไกล ที่ต้องเอาตัวรอด กลางทะเลเหนืออันโหดร้าย ตลอดปี อีกทั้งยังถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ ของระบบนิเวศทะเลเหนือ ที่สะท้อนสุขภาพ ของห่วงโซ่อาหาร ได้อย่างชัดเจน

  • ลักษณะและแหล่งอาศัย ของพัฟฟินแอตแลนติก
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการเลี้ยงลูกของพัฟฟิน
  • ภัยคุกคาม สถานะการอนุรักษ์ลูกของพัฟฟิน

ลักษณะเด่นของพัฟฟินแอตแลนติก

พัฟฟินแอตแลนติกมีรูปร่างอ้วนป้อม ขนดำสลับขาว และที่เป็นเอกลักษณ์สุด ๆ คือ “จะงอยปากสีส้มแดง” ที่จะสดใสเป็นพิเศษในฤดูผสมพันธุ์ จะงอยปากแบบหนา และสั้นช่วยให้พวกมัน คาบปลาได้ครั้งละหลายตัว โดยไม่ทำให้ปลาตัวอื่น หลุดออกจากปากง่าย ๆ ลักษณะหน้าที่เหมือนมีแก้มกลม ๆ ทำให้ดูเหมือนตัวละครการ์ตูน

แต่จริง ๆ แล้วเป็นลักษณะกระดูก และขนบริเวณใบหน้าที่ปรับตัว เพื่อให้ลู่ลมขณะบิน นอกจากนี้ ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ปี 1652 พัฟฟินแอตแลนติกยังเป็นที่รู้จัก กันในชื่อ “Manks puffin” อีกด้วย

ดวงตาของพัฟฟิน มีรูปทรงคล้ายน้ำตา ทำให้เหมือนกำลัง “แต่งหน้าด้วยอายไลเนอร์” ตลอดเวลา ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนจากทะเล นอกจากนี้ ขาสีส้มสดช่วยให้พวกมัน พุ่งตัวใต้น้ำได้เหมือนพาย และยังเป็นตัวดึงดูดคู่ ในฤดูผสมพันธุ์อีกด้วย (28 พฤศจิกายน 2025) [1]

แหล่งอาศัยของพัฟฟิน และช่วงเวลาที่พบ

พัฟฟินแอตแลนติกกระจายตัวอยู่รอบ มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งแต่ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร แคนาดา ไปจนถึงชายฝั่งสหรัฐอเมริกาบางส่วน แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ พวกมันใช้เวลาเกือบทั้งปี “ล่องลอยอยู่ในทะเลล้วน ๆ” ไม่ขึ้นฝั่งเลย นอกจากฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น

ช่วงผสมพันธุ์ระหว่าง เดือนพฤษภาคม–สิงหาคม พัฟฟินจะขึ้นฝั่งตามเกาะหิน และหน้าผาชันที่เข้าถึงยาก เพื่อหลบผู้ล่า เช่น นกเทิร์น อาร์กติก หรือจิ้งจอก ในช่วงนี้ เราจึงมีโอกาสเห็นพวกมันมากที่สุด ตามจุดชมธรรมชาติ อย่าง Bempton Cliffs (อังกฤษ) หรือชายฝั่งไอซ์แลนด์ ที่มีอาณานิคมพัฟฟินขนาดใหญ่ หลายแสนตัว 

นอกจากนี้ งานติดตามการอพยพ ด้วยเครื่องส่งสัญญาณ GPS ในปี 2010 ยังพบว่า พัฟฟินแอตแลนติกสามารถเดินทาง ได้ไกลหลายพันกิโลเมตรต่อฤดูกาล โดยบางตัวถูกบันทึกว่า ใช้เส้นทางที่ยืดออกไป ถึงใจกลางมหาสมุทร แอตแลนติกเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการนำทาง และความทนทาน ของพวกมันได้อย่างชัดเจน

ทักษะการดำน้ำ และการหาอาหารของพัฟฟิน

วิธีล่าปลาของพัฟฟินแอตแลนติก ไม่ธรรมดาเลย พวกมันใช้ปีก “ตีเหมือนครีบ” เพื่อดำน้ำ และใช้ขาปั่นน้ำ เพื่อควบคุมทิศทาง การเคลื่อนไหวใต้น้ำคล่องแคล่วมาก จนหลายคนเรียกว่า “เพนกวินบินได้ แห่งแอตแลนติก” อาหารหลักคือปลาขนาดเล็ก เช่น ไหล่ขาว, ปลาเฮอร์ริ่งวัยอ่อน รวมถึงกุ้งทะเล และสัตว์น้ำตัวเล็กอื่น ๆ

ความมหัศจรรย์คือ พัฟฟินสามารถคาบปลา เรียงเป็นแถวในปากได้ พร้อมกันหลายสิบตัว เพราะลิ้นและส่วนบนของจะงอยปาก ทำหน้าที่เหมือนตะขอเล็ก ๆ ช่วยล็อกปลาไม่ให้หลุด ขณะกำลังจับตัวใหม่เพิ่มเติม ความสามารถนี้เอง ที่ทำให้ภาพพัฟฟิน คาบปลาเป็นพวง กลายเป็นสัญลักษณ์ ภาคภูมิใจของนกชนิดนี้

นอกจากนี้ งานศึกษาทางนิเวศวิทยา และงานติดตามพฤติกรรมหลายชิ้น ชี้ตรงกันว่าพัฟฟินแอตแลนติก เป็นนกดำน้ำแบบไล่ล่า (pursuit-diver) ที่ส่วนใหญ่จับเหยื่อ ได้ใกล้ผิวน้ำ ส่วนใหญ่การดำน้ำของพัฟฟิน มักอยู่ภายในประมาณ 30 เมตรจากผิวน้ำ แต่ก็มีการบันทึกการดำน้ำ ในระดับลึกได้ถึงราว 60 เมตรในบางกรณี (2024-2025) [2]

การผสมพันธุ์ และการเลี้ยงลูกของพัฟฟิน

พัฟฟินแอตแลนติก เป็นสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์ ต่อคู่ค่อนข้างสูง หลายคู่กลับมาพบกัน ที่เดิมทุกปี และบางคู่ใช้โพรงรังเดิมซ้ำ ๆ มายาวนาน พวกมันจะขุดโพรง บนหน้าผาหญ้า หรือใช้ซอกหิน ที่ปลอดภัยจากผู้ล่า เพื่อวางไข่เพียง “หนึ่งฟองต่อปี” เมื่อไข่ฟัก ลูกพัฟฟินตัวน้อยที่เรียกว่า “puffling” จะมีขนปุยสีเทาเข้ม และยังบินไม่ได้ ทั้งพ่อและแม่ ผลัดกันหาอาหาร โดยส่วนใหญ่หาได้คนละรอบ แล้วกลับมาส่ง 

ผลคือลูกน้อย จะคอยอยู่ที่ปากโพรงอย่างตื่นเต้น รออาหารตลอดวัน เมื่อโตขึ้นถึงวัยบินครั้งแรก (ประมาณ 6 สัปดาห์) ลูกพัฟฟินจะออกจากโพรงกลางคืน เพื่อลดโอกาสถูกผู้ล่าพบ และพุ่งลงทะเลทันที เพื่อเริ่มต้นชีวิตอิสระ เป็นโมเมนต์ที่ซึ้งปนเสี่ยงมาก เพราะจากนั้นพวกมัน ต้องหาวิธีเอาตัวรอดเองทั้งหมด

พฤติกรรมเฉพาะตัวของพัฟฟิน ที่หลายคนอาจไม่รู้

พัฟฟิน แอตแลนติก

พัฟฟินแอตแลนติกไม่ใช่แค่นก หน้าตาน่ารัก แต่มีพฤติกรรมที่หลายคนรู้แล้ว อาจยิ่งหลงรักมากขึ้น เช่น

  • พวกมันบินเร็วอย่างเหลือเชื่อ ถึงจะตัวกลม แต่บินได้เร็วถึงประมาณ 80–90 กม./ชม. ด้วยการกระพือปีก อย่างรวดเร็วมากกว่า 300 ครั้งต่อนาที
  • มีนิสัย “สังคมจัด” ในฤดูผสมพันธุ์เวลาอยู่บนเกาะ พวกมันจะส่งเสียงคล้ายนกฮู๊ดเสียงทุ้ม ๆ คล้ายคำรามเบา ๆ ซึ่งต่างจากความหน้าตาแบ๊ว ของมันมาก
  • เปลี่ยนสีจะงอยปากตามฤดูกาล หลังฤดูผสมพันธุ์ จะงอยปากสีสดจะค่อย ๆ หลุดเป็นชั้นนอก ทำให้สีหม่นลง ดูแตกต่างจากตอนที่เห็น บนโปสเตอร์นักท่องเที่ยว อย่างสิ้นเชิง
  • เป็นสัตว์ที่จดจำพื้นที่ได้ดี พัฟฟินสามารถกลับมาใช้ โพรงเดิมได้แม่นยำ แม้จะต้องบินข้ามทะเล หลายพันกิโลเมตรก็ตาม

ภัยคุกคามที่พัฟฟินเผชิญ และสถานะปัจจุบัน

แม้พัฟฟินแอตแลนติก จะยังพบได้หลายพื้นที่ แต่ปัจจุบันพวกมัน กำลังเผชิญความเสี่ยง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปลาที่เป็นอาหารขาดแคลน การประมงอวนลอย ที่อาจทำให้ติดอวน

รวมถึงการสูญเสียพื้นที่ผสมพันธุ์ บนเกาะจากพายุที่รุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลอัปเดตของ IUCN ในปี 2018 ที่ระบุว่าพัฟฟินแอตแลนติก ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Vulnerable หรือมีความเสี่ยง ต่อการใกล้สูญพันธุ์ ในระดับหนึ่ง (2018) [3]

หลายประเทศ จึงมีกฎหมายควบคุมการล่า การรบกวนพื้นที่อาศัย และมีโครงการอนุรักษ์แบบชุมชน เพื่อช่วยให้ประชากรพัฟฟินฟื้นตัว เช่น เขตสงวนธรรมชาติ ในไอซ์แลนด์ และโปรแกรมจับคู่ติดตามประชากร ในสหราชอาณาจักร การอนุรักษ์เหล่านี้ ช่วยให้เราเห็นนกหน้าตาน่ารักชนิดนี้ ต่อไปอีกหลายสิบปี

พัฟฟิน แอตแลนติก กับบทสรุป

พัฟฟิน แอตแลนติก อาจดูน่ารักจนหลายคนคิดว่า เป็นเพียงนกทะเลขี้เล่น แต่ความจริงแล้ว พวกมันคือสัตว์นักสู้ผู้ใช้ชีวิต ท่ามกลางคลื่นลมแรง การดำน้ำลึก การล่าอาหาร และการเดินทางไกล เป็นพันกิโลเมตรในแต่ละปี ทุกองค์ประกอบของร่างกาย และพฤติกรรม ล้วนเป็นผลจากการ ปรับตัวที่ยอดเยี่ยม เพื่ออยู่รอดในทะเลเหนือ อันโหดร้าย

พัฟฟินมักทำอะไรเป็นพิเศษ ระหว่างฤดูผสมพันธุ์ ?

ในฤดูผสมพันธุ์ พัฟฟินแอตแลนติกจะกลับไปยังเกาะเดิม ที่เคยใช้ทำรัง และเริ่มขุดโพรงซ่อมแซมใหม่ ร่วมกับคู่ของมัน พวกมันยังแสดงพฤติกรรม “จูงปาก” หรือที่เรียกว่า billing ซึ่งเป็นการเอาจะงอยปาก มาชนกันเบา ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และดึงดูดคู่ ผสมกับการส่งเสียงทุ้ม คล้ายคำรามในโพรง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของพัฟฟินในช่วงนี้

เห็นจะงอยปากสีสด ทำไมบางฤดูสีดูหม่นลง ?

เพราะจะงอยปากสีสดเป็น “เปลือกชั้นนอก ตามฤดูผสมพันธุ์” เมื่อฤดูกาลจบลง ชั้นนอกจะหลุดออก ทำให้สีจางลง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปีถัดไป สีสดก็จะกลับมาอีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังช่วยลดการสูญเสียพลังงาน เมื่อไม่จำเป็น ต้องแสดงสีเพื่อดึงดูดคู่

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง