พามาดู พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน

พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน

พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน เป็นหัวข้อที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพจากอาหารธรรมชาติ และมองหาแหล่งอาหารจากพืชเป็นหลัก บทความนี้จะพาไปดูภาพรวม ความสำคัญ แหล่งที่พบ และรายละเอียดเชิงลึก ของวิตามินละลายในไขมันจากพืชในหลายด้าน เพื่อช่วยให้เข้าใจ และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

  • วิตามินละลายในไขมันคืออะไรยกตัวอย่าง
  • พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน
  • ประโยชน์ของวิตามินละลายในไขมัน

กลุ่มวิตามินละลายในไขมัน คืออะไร?

วิตามินละลายในไขมัน คือกลุ่มวิตามิน ที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ แต่ต้องอาศัยไขมันจากอาหาร ช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย วิตามินกลุ่มนี้ จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็กพร้อมกับไขมัน จากนั้นบางส่วนจะถูกเก็บสะสมไว้ในตับ และเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งแตกต่างจากวิตามินละลายในน้ำ ที่ร่างกายจะขับส่วนเกินออกค่อนข้างเร็ว

การสะสมในร่างกายนี้ ทำให้วิตามินละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายในระยะยาว วิตามินละลายในไขมันที่สำคัญ ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะ การได้รับวิตามินละลายในไขมัน จากอาหารธรรมชาติ อย่างเหมาะสม เป็นวิธีที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพมากที่สุด (17 มกราคม 2020) [1]

ประวัติของวิตามินละลายในไขมัน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตว่า การได้รับอาหารบางชนิด แม้จะให้พลังงานเพียงพอ แต่ยังไม่สามารถป้องกันโรคบางอย่างได้ ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1910–1913 มีการค้นพบว่าสารบางชนิดในอาหาร จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการดำรงชีวิต

และสารเหล่านี้ไม่ใช่โปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือไขมันโดยตรง การค้นพบวิตามินเอ เกิดขึ้นจากการศึกษาไขมันในเนย และน้ำมันตับปลา ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาด้านการมองเห็น ขณะที่วิตามินดี ถูกค้นพบในช่วงทศวรรษ 1920 จากการศึกษาสาเหตุของโรคกระดูกอ่อนในเด็ก และความสัมพันธ์กับแสงแดดและไขมันจากอาหาร

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1920–1930 วิตามินอีและวิตามินเคจึงถูกค้นพบ วิตามินอีพบจากการศึกษาการสืบพันธุ์ในสัตว์ทดลอง วิตามินเคถูกค้นพบในช่วงปี ค.ศ. 1929 จากการศึกษาปัญหาการแข็งตัวของเลือด วิตามินกลุ่มนี้ ถูกจัดรวมเป็นวิตามินละลายในไขมัน เนื่องจากมีคุณสมบัติร่วมกัน คือการต้องอาศัยไขมันในการดูดซึม (3 ธันวาคม 2025) [2]

Vitamin ละลายในไขมันมีอะไรบ้าง?

  • วิตามินเอ วิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในที่แสงน้อย ช่วยบำรุงผิวหนัง เยื่อบุ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินเอจากอาหาร พบได้ทั้งในรูปที่ร่างกายใช้ได้ทันทีจากอาหารสัตว์ และในรูปสารตั้งต้นจากพืช เช่นเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนไปใช้ตามความจำเป็น
  • วิตามินดี วิตามินดีช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง มีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และสมดุลของฮอร์โมนบางชนิด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เองเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด แต่ก็สามารถได้รับจากอาหารบางชนิด และอาหารเสริมเช่นกัน
  • วิตามินอี วิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ลดการอักเสบ และช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง หลอดเลือด และระบบประสาท วิตามินอีพบมากในถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืชต่างๆ และมักเกี่ยวข้องกับการชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • วิตามินเค วิตามินเคมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ช่วยให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการหยุดเลือดไหล และยังมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพกระดูก และหลอดเลือด วิตามินเคพบมากในผักใบเขียว และบางส่วนสามารถสร้างได้จากจุลินทรีย์ในลำไส้

ที่มา: The Fat-Soluble Vitamins (11 มกราคม 2022) [3]

ตัวอย่าง พืชที่มีวิตามินละลายในไขมัน

พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน

พืชที่มีวิตามินละลายในไขมัน ยกตัวอย่างพืชผักผลไม้ ที่มีวิตามินละลายในไขมันแต่ละชนิด มีดังนี้

  • พืชอะไรที่มี Vitamin A สูง ตัวอย่างเช่น แครอท ฟักทอง ผักโขม แครอทและฟักทองมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง ส่วนผักโขมเป็นผักใบเขียวเข้ม ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเซลล์
  • พืชอะไรที่มี Vitamin D สูง ตัวอย่างเช่น เห็ดหอม เห็ดแชมปิญอง เห็ด Portobello เห็ดเป็นพืชที่สามารถสร้างวิตามินดีได้ เมื่อได้รับแสงแดดหรือแสง UV วิตามินดีจากเห็ด ช่วยดูแลสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และการดูดซึมแคลเซียม
  • พืชอะไรที่มี Vitamin E สูง ตัวอย่างเช่น เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ เฮเซลนัท พืชกลุ่มนี้อุดมด้วยวิตามินอี ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ ลดการเสื่อมของผิว และสนับสนุนระบบหัวใจ และหลอดเลือด
  • พืชอะไรที่มี Vitamin K สูง ตัวอย่างเช่น เคล ผักโขม บรอกโคลี ผักใบเขียวเข้มเหล่านี้มีวิตามินเคสูง ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด เสริมสร้างสุขภาพกระดูก และช่วยให้หลอดเลือดทำงานได้เป็นปกติ

ประโยชน์ของวิตามินละลายในไขมัน

  • ช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็น วิตามินละลายในไขมัน โดยเฉพาะวิตามินเอ มีบทบาทสำคัญ ต่อการมองเห็น ในที่แสงน้อย ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา และป้องกันความผิดปกติ ของเยื่อบุตา
  • เสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง วิตามินดีช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ทำให้กระดูก และฟันแข็งแรง ลดความเสี่ยง ของภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุน
  • สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินเอและวิตามินดี ช่วยเสริมการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกาย สามารถต่อสู้กับเชื้อโรค และการติดเชื้อได้ดีขึ้น
  • ปกป้องเซลล์ จากอนุมูลอิสระ วิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ ชะลอความเสื่อม และลดการอักเสบในร่างกาย
  • ช่วยในการแข็งตัวของเลือด วิตามินเคมีบทบาทสำคัญ ต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ช่วยให้แผลหยุดเลือดได้ตามปกติ และลดความเสี่ยงของการเลือดออกผิดปกติ
  • ดูแลสุขภาพผิวหนัง และเยื่อบุ วิตามินเอและวิตามินอี ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ดูแลเยื่อบุภายในร่างกาย และช่วยให้ผิวดูแข็งแรง ไม่แห้งหรือระคายเคืองง่าย
  • สนับสนุนการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือด วิตามินอีและวิตามินเค ช่วยดูแลหลอดเลือด ลดการอักเสบ และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณวิตามินละลายในไขมัน ที่ควรได้ต่อวัน

  • วิตามินเอควรได้รับ ประมาณ 700–900 microgram ต่อวัน ช่วยบำรุงสายตา ผิวหนัง และภูมิคุ้มกัน
  • วิตามินดีควรได้รับ ประมาณ 15–20 microgram ต่อวัน ช่วยดูแลกระดูก ฟัน และการดูดซึมแคลเซียม
  • วิตามินอีควรได้รับ ประมาณ 15 milligram ต่อวัน ช่วยปกป้องเซลล์ จากอนุมูลอิสระ
  • วิตามินเคควรได้รับ ประมาณ 90–120 microgram ต่อวัน ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และดูแลกระดูก

พืชที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน กล่าวโดยสรุป

พืชที่มีวิตามินละลายในไขมัน เป็นแหล่งสารอาหารจากธรรมชาติ ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสายตา กระดูก ภูมิคุ้มกัน เลือด ผิวหนัง และการปกป้องเซลล์ของร่างกาย โดยวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค สามารถพบได้จากพืชหลากหลายชนิด เช่นผักใบเขียว ผักสีส้ม เห็ด ถั่ว และเมล็ดพืช

ควรทานวิตามินละลายในไขมันคู่กับอะไร?

วิตามินละลายในไขมัน ควรทานคู่กับอาหารที่มีไขมันดี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นน้ำมันมะกอก การรับประทานวิตามินละลายในไขมัน พร้อมมื้ออาหารหลัก ที่มีไขมันในปริมาณเหมาะสม จะช่วยให้วิตามินถูกดูดซึมผ่านลำไส้ได้ดี ทำให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

ไม่ควรทานวิตามินละลายในไขมันคู่กับอะไร?

วิตามินละลายในไขมัน ไม่ควรทานคู่กับอาหาร หรือพฤติกรรมที่รบกวนการดูดซึม เช่นการทานขณะท้องว่าง การหลีกเลี่ยงไขมันอย่างเคร่งครัด อาหารที่มีใยอาหารสูงมาก ในปริมาณมากผิดปกติ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพราะอาจลดประสิทธิภาพการดูดซึม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง