
รากฐาน แห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด ต้นแบบ PF สายรีบาวด์
- Harry P
- 12 views

รากฐาน แห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด ก่อนที่โลกจะคุ้นกับคำว่า “stretch four” หรือ “point forward” ตำแหน่ง 4 เคยถูกนิยามใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งในยุค 1950s-1960s และชื่อที่อยู่ตรงจุดเปลี่ยนนั้นคือ บ็อบ เพ็ตทิต (Bob Pettit) ผู้เล่นที่หลายสำนักเรียกว่า “แม่แบบดั้งเดิมของพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดสมัยใหม่” จนถึงทุกวันนี้
- จุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของบ็อบ เพ็ตทิตที่ไม่ได้สวยหรู
- โปรไฟล์เกมของเพ็ตทิต
- ประเด็นที่บ็อบ เพ็ตทิตมักถูกวิจารณ์
เพ็ตทิตจากเด็กที่เคยถูกตัดตัว สู่เสาหลัก LSU
รากฐาน แห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด บ็อบ เพ็ตทิตเกิดวันที่ 12 ธันวาคม 1932 ที่ Baton Rouge รัฐลุยเซียนา เรื่องน่าสนใจก็คือ เขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นว่าที่ซูเปอร์สตาร์ ตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ ในช่วงมัธยมต้น เพ็ตทิตเคยถูกตัดตัวจากทีมโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเพราะรูปร่างที่ยังไม่พัฒนา และสกิลยังดิบเกินไป แต่แทนที่จะยอมแพ้
เขาหันไปเล่นในลีกโบสถ์กับเพื่อนๆ ใช้เวลาหลังเลิกเรียนฝึกซ้อมกับห่วงที่บ้าน จนร่างกายโตขึ้นเร็วมากในช่วงสั้นๆ ความสูงแตะระดับเกือบ 6 ฟุต 9 นิ้ว ทำให้เขาตัดสินใจเอาจริงกับบาสอีกครั้ง คราวนี้เขากลับสู่ทีมโรงเรียนในฐานะตัวหลัก พาทีมลุยลึกถึงระดับแชมป์รัฐ และเริ่มถูกมองเป็นพรสวรรค์ระดับภูมิภาค จากตรงนั้น เพ็ตทิตเลือกอยู่บ้านเกิดต่อ
เขาได้รับทุนเล่นให้มหาวิทยาลัย LSU ระหว่างปี 1951-1954 และกลายเป็นสตาร์ของคอนเฟอเรนซ์อย่างเต็มตัว ทำแต้มเฉลี่ยระดับเกิน 25-27 แต้มต่อเกม ติดทีม All-SEC และ All-American หลายสมัยต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในฟรอนต์คอร์ตรุ่นใหญ่ที่สุด ของบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยในยุคนั้น (13 กันยายน 2021) [1]
การถือกำเนิดของพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดรุ่นบุกเบิก
ในปี 1954 Milwaukee Hawks ดราฟต์บ็อบ เพ็ตทิตด้วยดราฟต์อันดับ 2 เข้าลีกในฐานะฟรอนต์คอร์ตร่างสูงที่ต้องถูก “เปลี่ยนตำแหน่ง” จากเซนเตอร์ที่เล่นในระดับมหาวิทยาลัย มาเป็นพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด ที่ต้องขยับออกมาเล่นวงนอกมากขึ้น และรับบททั้งชนทั้งชู้ตในเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ในปี Rookie คือคำตอบชัดเจนว่าเขาปรับตัวได้อย่างไร
เพ็ตทิตทำเฉลี่ยกว่า 20 แต้ม 13 รีบาวด์ คว้ารางวัล Rookie of the Year และเริ่มตั้งมาตรฐานของตัวเองว่า ทุกฤดูกาลเขาจะต้องเป็นหนึ่งในคนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในลีก ตลอด 11 ฤดูกาลใน NBA กับทีม Milwaukee / St. Louis Hawks เขาทำตัวเลขเฉลี่ย 26.4 แต้ม 16.2 รีบาวด์ 3.0 แอสซิสต์ต่อเกม
เพ็ตทิตกลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ NBA ที่ทำแต้มรวมทะลุ 20,000 คะแนน (20,880 แต้ม) พร้อมเก็บรีบาวด์รวม 12,849 ครั้ง ถ้ามองด้วยสายตายุคปัจจุบัน นี่คือระดับ “ซูเปอร์สตาร์แฟรนไชส์” เขาคว้า MVP 2 สมัย, เป็น All-Star ทุกปีที่ลงเล่น (11 สมัยรวด) และกวาดรางวัล All-NBA แทบทุกฤดูกาล
เพ็ตทิตคือพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดที่ใช้พื้นฐานฆ่าคู่แข่ง

สิ่งที่ทำให้บ็อบ เพ็ตทิตแตกต่างจากหลายคนในยุคเดียวกัน ไม่ใช่ท่าทางการโชว์ หรือลูกเล่นพลิกแพลง แต่คือการเอา “พื้นฐาน” ไปสุดทาง จนกลายเป็นอาวุธที่บีบคู่แข่งตลอดทั้งเกม
- สามเสาหลักของเกมบุก รีบาวด์บุก – ฟาวล์ – จัมพ์ช็อตกลางสนาม
เพ็ตทิตเคยอธิบายไว้ทำนองว่า รีบาวด์บุกทำให้เขาได้แต้มฟรีวันละเกือบสิบแต้ม ฟรีโทรว์อีกเกือบร่วมสิบ และถ้าจัมพ์ช็อตจากระยะกลางทำงาน เขาก็พร้อมจะมีเกมใหญ่ทุกคืน นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้ยึดติดว่าต้องชู้ตสวย แต่ยึดติดว่า “ต้องสร้างผลลัพธ์” จากพื้นที่ที่ตัวเองถนัดให้ได้มากที่สุด (4 เมษายน 2024) [2] - จุดชู้ต และมุมโจมตี
ในยุคที่สามแต้มยังไม่ถูกใช้งาน เขาคือบิ๊กแมนที่ทำจัมพ์ช็อตจาก mid-range ได้ไหลลื่น ทั้งจาก high-post และมุม low-post face-up การอ่านบอลรีบาวด์ และชนหาช่องใต้แป้น ทำให้เขาได้ฟาวล์จำนวนมาก ผลลัพธ์คือแต้มจากเส้นฟรีโทรว์ เกือบหนึ่งในสามของแต้มรวมทั้งอาชีพ - เกมรับที่ใช้ตำแหน่งมากกว่าลูกบล็อก
แม้ไฮไลต์บล็อกของเพ็ตทิตจะไม่ได้เท่าบิ๊กแมนบางคน แต่สิ่งที่เขาทำคือการยืนตำแหน่ง ปิดมุมรีบาวด์ และใช้ร่างกายชนรับ contact เพื่อทำลายจังหวะของคู่แข่ง เขาคือคนที่ “ทำให้คู่แข่งเล่นยากขึ้นตลอดเกม” มากกว่าจะเน้นจังหวะหวือหวาให้กล้องจับ
เมื่อพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดกลายเป็นคนปิดซีรีส์

ตำนานที่ทำให้ชื่อบ็อบ เพ็ตทิตถูกจารึกในฐานะรากฐานพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดอย่างเต็มตัว คือ NBA Finals ปี 1958 ระหว่าง St. Louis Hawks กับ Boston Celtics ของบิล รัสเซล จักรพรรดิ แห่งชัยชนะนิรันดร์ ในยุคที่ Celtics ครองโลก แทบทุกคนเชื่อว่าพวกเขาจะเดินหน้ากวาดแชมป์อย่างต่อเนื่อง แต่เกมที่ 6 ของซีรีส์ในปีนั้นคือจุดหักมุม
Hawks มีโอกาสปิดซีรีส์ในบ้าน และเพ็ตทิตเลือกเล่นเกมชีวิตของตัวเอง เขาใส่ไป 50 แต้ม 19 รีบาวด์ และทำ 19 จาก 21 แต้ม พา Hawks ชนะ 110-109 คว้าแชมป์เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ ภาพนั้นไม่ใช่แค่คะแนน 50 แต้มบนสถิติ แต่มันคือการประกาศว่า “PF ก็สามารถเป็นคนปิดบัญชีซีรีส์ได้” (28 ธันวาคม 2025) [3]
ยุคเก่า-ยุคใหม่ และคำถามต่อคุณค่าของตำนาน
แน่นอนว่าเมื่อโลกบาสเกตบอลเข้าสู่ยุคข้อมูล และไฮไลต์ออนไลน์ ตำนานยุค 50s-60s อย่างบ็อบ เพ็ตทิตมักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “ตัวเลขท่วมเพราะเจอคู่แข่งที่ยังไม่พัฒนา” หรือ “ยุค pace เกมสูง รีบาวด์เยอะ ใครๆก็ใส่สถิติได้” คำถามเหล่านี้ไม่ผิด แต่ถ้าลองมองให้ลึกขึ้น เราจะเห็นความต่างอยู่สองชั้น
- ทุกคนเล่นยุคเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้เท่านี้
Pace เกมสูงจริง แต่ผู้เล่นไม่ใช่ทุกคน ที่จะรักษามาตรฐานสูงขนาดนั้นได้ตลอดอาชีพ การที่เพ็ตทิตอยู่ในกลุ่มท็อปของลีกในด้านการทำแต้ม และรีบาวด์ทุกปี สะท้อนว่าเขาไม่ได้แค่ “เก็บเศษจากระบบยุคเก่า” แต่คือคนที่สร้างภาระมหาศาลให้คู่แข่งทุกคืน - ทักษะที่ส่งต่อมาถึงยุคใหม่
เขาคือหนึ่งในบิ๊กแมนคนแรกๆ ที่ใช้จัมพ์ช็อตจากด้านนอกอย่างจริงจัง ก่อนที่โลกจะชินกับ Dirk หรือ Kevin Garnett ความพร้อมในการชู้ตจาก mid-range และการยืน spacing ให้เพื่อนทำเกม คือก้าวสำคัญที่ทำให้ตำแหน่ง 4 ไม่ได้ถูกตรึงอยู่แค่ใต้แป้น - แหวนเดียว แต่บริบทคู่แข่งโหดที่สุดยุคหนึ่ง
หลายคนลดค่าด้วยการมองว่าเขาได้แชมป์แค่ครั้งเดียว แต่ถ้ามองให้ครบ เขาต้องเจอ Celtics ของบิล รัสเซลในรอบลึกแทบทุกปี แพ้ให้กับหนึ่งในราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของกีฬาอาชีพ การได้แชมป์หนึ่งครั้งจากคู่แข่งระดับนั้น ไม่ใช่ผลงานธรรมดาเลย
สิ่งที่นักบาสยุคนี้เรียนรู้ได้จากรากฐานแห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด
- วางสูตรเกมของตัวเองให้ชัดเจน
เพ็ตทิตไม่ได้พยายามทำทุกอย่างในระดับกลางๆ เขาตั้งใจเลยว่า “รีบาวด์บุก – ฟาวล์ – จัมพ์ช็อตกลางสนาม” คือแกนหลักของเขา แล้วกดมันให้สุดทาง นักบาสยุคนี้ก็เช่นกัน ถ้ารู้ว่าตัวเองชัดที่สุดตรงไหน แล้วพัฒนามันให้เกินมาตรฐานลีก คุณจะสร้างอิทธิพลในเกมได้ แม้จะไม่ใช่คนที่มีสกิลครบทุกด้านที่สุด - พื้นฐานที่ทุกคนรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนยอมฝึกให้ถึง
การยืนตำแหน่งรีบาวด์ การบ็อกซ์เอาต์ การจ่ายบอลง่ายๆ แต่ไม่พลาด การชู้ตฟรีโทรว์ให้แม่น ล้วนเป็นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่รู้ แต่ไม่ค่อยมีใครยอมทำให้มัน “เพอร์เฟกต์” เพ็ตทิตคือหลักฐานว่า ถ้าคุณยอมลงรายละเอียดกับสิ่งเหล่านี้ คุณจะสร้างตัวเลข และผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งลูกเล่นแฟนซี - เปลี่ยนความผิดหวังในวัยเด็ก ให้กลายเป็นโครงจิตใจของมืออาชีพ
จากเด็กที่เคยถูกตัดตัวในโรงเรียน กลายเป็น MVP สองสมัย และเป็นชื่อที่ถูกเลือกเข้าทุกชุด “ทีมครบรอบ NBA” ทั้ง 25 ปี 35 ปี 50 ปี และ 75 ปี นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เกิดจากพรสวรรค์อย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่ยอมให้ความผิดหวังตอนอายุยังน้อย ปิดประตูอนาคตตัวเอง
บทส่งท้าย รากฐาน แห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด
จึงกล่าวได้ว่า รากฐาน แห่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด อย่างบ็อบ เพ็ตทิตจึงไม่ใช่แค่ตำนาน แต่คือการมองเห็นว่า ตำแหน่ง 4 ที่ยืดหยุ่น และทรงอิทธิพลทุกวันนี้ มีคนเคยลงเสาเข็มไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ครึ่งศตวรรษก่อน และแม้ชื่อของเขาอาจไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อยเท่าตำนานยุคต่อมา แต่มาตรฐานที่เขาทิ้งไว้ ยังคงอยู่ใน NBA จนถึงปัจจุบัน
ทำไมเพ็ตทิตถูกมองว่าเป็นรากฐานของพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด ?
เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่พิสูจน์ว่าพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด สามารถเป็นแกนหลักของทีมได้จริง ทั้งสกอร์ รีบาวด์ และภาวะผู้นำ เขากดตัวเลขระดับ 26.4 แต้ม 16.2 รีบาวด์ตลอดอาชีพ คว้า MVP สองสมัย พาทีม Hawks เป็นแชมป์ และทำให้ตำแหน่ง 4 หลุดจากภาพ “ตัวประกอบข้างเซนเตอร์” ไปเป็นตัวแบกเกมเต็มตัว
สไตล์การเล่นของเพ็ตทิต ต่างจาก PF ยุคใหม่อย่างไร ?
เพ็ตทิตเล่นในยุคที่ไม่มีสามแต้ม เกมของเขาจึงเน้นรีบาวด์บุก การสร้างฟาวล์ และจัมพ์ช็อตกลางสนามเป็นหลัก ขณะที่ PF ยุคใหม่ต้องยืดออกไปชู้ตสามแต้ม และสร้างเกมจากวงนอกมากขึ้น แต่ทั้งสองยุคมีแกนหลักที่เหมือนกันคือ “ต้องเป็นบิ๊กแมนที่ทีมพึ่งได้ทั้งเกมบุก-เกมรับ ไม่ใช่แค่ยืนรอรีบาวด์อย่างเดียว”
- Tags: กีฬา


