สายพันธุ์ กุหลาบ ดอกแห่งรักที่ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

สายพันธุ์ กุหลาบ

การทำความเข้าใจ สายพันธุ์ กุหลาบ แต่ละชนิดเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะปลูกเพื่อความสวยงาม ปลูกตัดดอกเพื่อจำหน่าย หรือปลูกเป็นงานอดิเรก แต่ละสายพันธุ์มีจุดเด่นและการดูแลที่แตกต่างกัน เราจะพาไปรู้จักกุหลาบแต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ พร้อมแนวทางเลือกสายพันธุ์กุหลาบให้เหมาะกับการปลูกและการใช้งาน เพื่อให้กุหลาบที่คุณเลือกเติบโตแข็งแรง ออกดอกสวย และคุ้มค่าที่สุด

  • กุหลาบแบ่งเป็นหลายสายพันธุ์ตามลักษณะดอกและการเจริญเติบโต
  • กุหลาบพุ่มและเลื้อยเหมาะปลูกประดับสวนหรือซุ้มเลื้อย
  • กุหลาบโบราณและสายพันธุ์หายากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • การเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมช่วยให้สวนสวยและดูแลง่ายขึ้น

สายพันธุ์กุหลาบ คืออะไร?

สายพันธุ์ กุหลาบ หมายถึง การจำแนกกุหลาบตามลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ เช่น รูปทรงดอก สี กลิ่น ความสูงของต้น ลักษณะการแตกกิ่ง และการออกดอก กุหลาบแต่ละสายพันธุ์จึงมีเอกลักษณ์และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

บางสายพันธุ์เหมาะสำหรับปลูกประดับสวน บางสายพันธุ์เหมาะสำหรับตัดดอกเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในงานตกแต่งและอุตสาหกรรมน้ำหอม

การรู้จักสายพันธุ์กุหลาบช่วยให้ผู้ปลูกสามารถเลือกกุหลาบได้ตรงกับวัตถุประสงค์ ลดปัญหาการดูแลผิดวิธี และเพิ่มโอกาสให้กุหลาบเจริญเติบโตแข็งแรง ออกดอกสวยงามอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในสภาพอากาศและพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกัน

ความแตกต่าง ระหว่างสายพันธุ์ และชนิดกุหลาบ

สายพันธุ์ (Variety) หมายถึง กุหลาบที่มีชื่อเฉพาะเจาะจง เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์หรือคัดเลือกให้มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน เช่น สีดอก กลิ่น รูปทรงดอก ความทนโรค หรือการออกดอก ตัวอย่างเช่น Peace, Queen Sirikit, Gertrude Jekyll ซึ่งกุหลาบสายพันธุ์เดียวกันจะมีลักษณะค่อนข้างคงที่และสืบทอดต่อกันได้

ในขณะที่ ชนิด (Type / Class) คือ การจัดกลุ่มกุหลาบตามลักษณะโดยรวมของการเจริญเติบโตและรูปแบบดอก เช่น กุหลาบไฮบริดที กุหลาบฟลอริบันดา กุหลาบเลื้อย หรือกุหลาบพุ่ม ชนิดของกุหลาบช่วยให้เข้าใจลักษณะการปลูกและการดูแลในภาพรวม แต่ภายในชนิดเดียวกันสามารถมีสายพันธุ์ย่อยได้จำนวนมาก

สรุปง่ายๆ คือ ชนิด เป็นการแบ่งกุหลาบออกเป็นกลุ่มใหญ่ตามลักษณะทั่วไป ส่วน สายพันธุ์ คือชื่อเฉพาะของกุหลาบแต่ละต้นที่อยู่ภายในกลุ่มนั้น การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้เลือกกุหลาบได้เหมาะกับพื้นที่ การดูแล และการใช้งานมากยิ่งขึ้น

การแบ่งสายพันธุ์ กุหลาบตาม ลักษณะการเจริญเติบโต

การแบ่งสายพันธุ์กุหลาบตามลักษณะการเจริญเติบโต เป็นวิธีที่ช่วยให้เข้าใจรูปทรงต้น ความสูง และการนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น กุหลาบแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการเติบโตแตกต่างกัน เหมาะกับการปลูกและการจัดสวนในรูปแบบต่างๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

กุหลาบพุ่ม (Shrub Rose)

กุหลาบพุ่มเป็นกุหลาบที่มีลำต้นแตกกิ่งเป็นพุ่มแน่น ความสูงปานกลาง ดูแลง่าย และทนสภาพแวดล้อมได้ดี เหมาะสำหรับปลูกประดับสวน ปลูกเป็นแนวรั้ว หรือปลูกลงแปลง นิยมในกลุ่มผู้เริ่มต้นปลูกกุหลาบ เพราะให้ดอกต่อเนื่องและดูแลไม่ซับซ้อน

กุหลาบเลื้อย (Climbing Rose)

กุหลาบเลื้อยมีลำต้นยาวและแข็งแรง สามารถเลื้อยเกาะซุ้ม รั้ว หรือผนังได้ดี ต้องอาศัยค้ำยันหรือโครงสร้างช่วยพยุง เหมาะสำหรับตกแต่งซุ้มประตู ระแนง หรือผนังบ้าน ให้ความสวยงามและสร้างมิติให้กับพื้นที่สวน

กุหลาบต้น (Standard Rose)

กุหลาบต้นมีลักษณะเป็นลำต้นเดี่ยวสูง และมียอดแตกพุ่มด้านบนคล้ายต้นไม้ขนาดเล็ก นิยมใช้ตกแต่งสวนหรือพื้นที่ที่ต้องการความโดดเด่น ดูแลค่อนข้างละเอียดกว่ากุหลาบชนิดอื่น เนื่องจากต้องควบคุมรูปทรงและตัดแต่งอย่างสม่ำเสมอ

กุหลาบคลุมดิน (Ground Cover Rose)

กุหลาบคลุมดินมีลำต้นแผ่กว้าง ใกล้พื้น แตกกิ่งต่ำ และให้ดอกจำนวนมาก เหมาะสำหรับปลูกคลุมพื้นที่ ปลูกตามขอบทาง หรือเนินสวน ช่วยลดวัชพืชและเพิ่มสีสันให้สวน ดูแลง่ายและทนทานต่อโรคได้ดี

การแบ่งสายพันธุ์ กุหลาบตาม กลุ่มพันธุ์สากล

สายพันธุ์ กุหลาบ ทั่วโลกถูกแบ่งตามลักษณะของดอก ใบ กิ่งก้าน และการเจริญเติบโต โดยมีมาตรฐานกลุ่มพันธุ์สากลที่นิยมใช้ ได้แก่

1.กุหลาบไฮบริดที (Hybrid Tea Roses)

เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมากที่สุด เป็นกุหลาบที่ปลูกเพื่อตัดดอกขาย นำไปปักแจกัน หรือ จัดช่อดอกไม้ ออกดอกเดี่ยว ดอกใหญ่ กลีบดอกซ้อน ตั้งแต่ 25-50 กลีบหรือมากกว่า ต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร (2025) [1]

  • เป็นกุหลาบสมัยใหม่ที่นิยมปลูกเพื่อการตัดดอก
  • ลักษณะเด่น: ดอกใหญ่ มีกลีบแน่น โคนดอกตั้งตรง
  • สีหลากหลายและมีกลิ่นหอมอ่อนถึงเข้ม

2.กุหลาบฟลอริบันดา (Floribunda Roses)

  • พัฒนาจากการผสมระหว่าง Hybrid Tea กับ Polyantha
  • ลักษณะเด่น: ดอกเป็นพวง ออกดอกมากกว่า 1 ดอกต่อกิ่ง
  • เหมาะสำหรับปลูกเป็นแปลงหรือประดับสวน

3.กุหลาบพวง (Climbing Roses / Ramblers)

ต้นจะเลื้อยขึ้นซุ้มหรือพันขึ้นรั่ว หรือกำแพงบ้าน ดอกจะบานสะพรั่งสวยงาม จะมีลำต้นที่แข็ง ออกดอกซ้ำตลอดฤดูกาล (26 สิงหาคม 2025) [2]

  • ลำต้นยาว ใช้เลื้อยตามรั้ว เสา หรือซุ้ม
  • ดอกมักออกเป็นพวงใหญ่
  • บางชนิดออกดอกครั้งเดียวต่อปี แต่บางชนิดออกดอกซ้ำ

4.กุหลาบชนิดเก่า (Old Garden Roses)

เป็น กุหลาบ โบราณ เช่น กุหลาบจีนเริ่มเข้ามาแพร่หลายในยุโรปหลายสายพันธุ์ ในช่วงปี ค.ศ. 1792 เป็นต้นเตี้ย ไม่ทนหนาว ดอกมีสีแดงหรือชมพู กลีบดอกมีทั้งแบบ 5 กลีบและกลีบซ้อน (16 ตุลาคม 2023) [3]

  • ปี ค.ศ. 1793 นำเข้าพันธุ์ Parson’s Pink China หรือที่รู้จักในชื่อ Old Blush
  • ปี ค.ศ. 1809 มีการนำเข้ากุหลาบที พันธุ์ Hume’s Blush Tea-scented China
  • ปี ค.ศ. 1824 นำเข้ากุหลาบทีพันธุ์ Park’s Yellow Tea-scented China
  • ดอกมีกลิ่นหอมมาก ลักษณะดั้งเดิมของกุหลาบ มีความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม

5. กุหลาบสมัยใหม่ (Modern Roses)

  • รวม Hybrid Tea, Floribunda และสายพันธุ์ใหม่ ๆ
  • พัฒนาขึ้นหลังปี 1867 เพื่อเพิ่มความทนทานและสีสัน
  • มีความหลากหลายทั้งสี รูปทรง และการออกดอก

สายพันธุ์กุหลาบยอด นิยมใน ประเทศไทย

ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้การเลือกสายพันธุ์กุหลาบต้องคำนึงถึงความทนต่อแดดและโรคพืช สายพันธุ์กุหลาบที่นิยมปลูกในไทยมีหลายประเภท ดังนี้

  1. กุหลาบไฮบริดที (Hybrid Tea Roses)
  2. กุหลาบฟลอริบันดา (Floribunda Roses)
  3. กุหลาบพุ่มไทย (Thai Shrub Roses)
  4. กุหลาบตัดดอกเชิงพาณิชย์
  5. กุหลาบเลื้อย (Climbing Roses)

สายพันธุ์กุหลาบหายาก และสายพันธุ์พิเศษ

สายพันธุ์กุหลาบบางชนิดมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องสี กลิ่น หรือรูปทรง ทำให้เป็นที่นิยมสะสมและปลูกเพื่อความสวยงามหรือเป็นของขวัญพิเศษ

กุหลาบสีพิเศษ (Rare Color Roses)

  • กุหลาบสีน้ำเงิน ม่วง หรือดำเข้ม (Blue / Black Roses)
  • สีเหล่านี้เกิดจากการปรับปรุงพันธุกรรมหรือเทคนิคการย้อมสี
  • นิยมปลูกเป็นของขวัญหรือจัดสวนแปลกตา


กุหลาบกลิ่นหอมเข้ม (Fragrant Specialty Roses)

  • กุหลาบบางพันธุ์มีกลิ่นหอมเข้มและหลากหลาย เช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นน้ำผึ้ง
  • ใช้ปลูกเพื่อเพิ่มบรรยากาศสวนหรือเป็นส่วนผสมน้ำหอม


กุหลาบพันธุ์โบราณและหายาก (Old & Rare Varieties)

  • กุหลาบชนิดเก่าที่หาได้ยาก เช่น Damask, Bourbon, Gallica
  • มีความทนทานและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • นิยมปลูกในสวนสวยหรือสวนประวัติศาสตร์


กุหลาบพันธุ์ลูกผสมพิเศษ (Special Hybrids)

  • สายพันธุ์พิเศษที่พัฒนาขึ้นเพื่อความสวยงาม ทนต่อโรค หรือสีสันโดดเด่น
  • เช่น กุหลาบ Hybrid Tea สีทอง สีชมพูพิเศษ หรือกุหลาบที่ออกดอกใหญ่พิเศษ
  • เหมาะสำหรับการจัดสวนหรือใช้เป็นของขวัญหรู

การดูแล กุหลาบแต่ละ สายพันธุ์ แตกต่างกันอย่างไร?

สายพันธุ์ กุหลาบ

การดูแลแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน ตามลักษณะการเจริญเติบโตและความทนทานของพันธุ์กุหลาบ เช่น ไฮบริดทีและฟลอริบันดา ต้องการแสงแดดเต็มวันและการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งการใส่ปุ๋ยและตัดแต่งกิ่งเพื่อกระตุ้นการออกดอก

ส่วนกุหลาบพุ่มหรือเลื้อยบางสายพันธุ์ สามารถทนต่อความร้อนและโรคได้ดีกว่า จึงต้องเน้นการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมรูปทรงและการเลื้อย ในขณะที่กุหลาบโบราณและสายพันธุ์หายาก มักต้องการการดูแลเฉพาะด้าน เช่น การป้องกันโรคและการเลือกตำแหน่งปลูก ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ

การเข้าใจความแตกต่างในการดูแลแต่ละสายพันธุ์ จะช่วยให้กุหลาบเจริญเติบโตดี ออกดอกสวย และยืดอายุการใช้งานของสวนได้ยาวนาน

สรุป สายพันธุ์ กุหลาบ เลือกปลูกและใช้งานให้เหมาะ

สรุป สายพันธุ์ กุหลาบ มีความหลากหลายทั้งในเรื่องสี กลิ่น และลักษณะการเจริญเติบโต กุหลาบดอกใหญ่เหมาะสำหรับตัดดอก กุหลาบพุ่มออกดอกเป็นช่อและดูแลง่าย ส่วนกุหลาบพันธุ์เลื้อยใช้ตกแต่งรั้วหรือซุ้มได้ดี และพันธุ์ไม้พุ่มแคระเหมาะกับปลูกในกระถาง การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่และความต้องการ จะช่วยให้สวนกุหลาบสวยงามและออกดอกอย่างต่อเนื่อง

กุหลาบสายพันธุ์ไหน ออกดอกทั้งปี?

กุหลาบสายพันธุ์ที่ออกดอกตลอดปี มักเป็นกุหลาบสมัยใหม่ เช่น Hybrid Tea, Floribunda และบางสายพันธุ์พุ่มไทย ซึ่งถูกปรับปรุงให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย การออกดอกจะต่อเนื่องหลายรอบในแต่ละปี หากได้รับแสงแดดเต็มวัน น้ำ และปุ๋ยอย่างเหมาะสม จะสามารถปรับตัวกับการตัดแต่งกิ่งได้ดี ทำให้สวนสวยงามตลอดทั้งปี และเหมาะกับทั้งสวนประดับและการตัดดอกขาย

สายพันธุ์กุหลาบ มีกี่ชนิด?

สายพันธุ์กุหลาบโดยทั่วไปมีมากมายหลายชนิด ถ้าตามลักษณะและการใช้งานหลักๆ มี กุหลาบ Hybrid Tea, (Floribunda), กุหลาบพุ่มและเลื้อย, กุหลาบโบราณ และพันธุ์ลูกผสมพิเศษ แต่ละชนิดมีความแตกต่างทั้งรูปทรงดอก สี กลิ่น และการเจริญเติบโต การเข้าใจชนิดกุหลาบและการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม ส่งผลต่อความสวยงามและอายุการใช้งานของกุหลาบอย่างยาวนาน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง