อาการ ต่อต้านยา มีจริงหรือ และความอันตรายคืออะไร

อาการ ต่อต้านยา มีจริงหรือ

อาการ ต่อต้านยา มีจริงหรือ และความอันตรายคืออะไร เป็นพฤติกรรมที่ร่างกาย ไม่ตอบสนอง ต่อยาที่แพทย์มอบให้ สิ่งเหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อร่างกาย แต่ระดับความรุนแรง ต้องอยู่ที่ปริมาณ ความอันตราย หรือการตอบสนองของร่างกาย แล้วสิ่งเหล่านี้ มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

  • การค้นพบช่วงแรกและสิ่งที่ทำให้เกิดอาการ
  • ผลข้างเคียงและสาเหตุของอาการดื้อยา
  • ข้อเท็จจริงและแนวทางการรับมือ

ประวัติศาสตร์ ยุคแรกของการค้นพบ อาการดื้อยา

ช่วงแรกของการค้นพบ ความรุนแรงของอาการดื้อยา เริ่มขึ้นเมื่อช่วง ทศวรรษที่ 1980 เกิดจากวัณโรค ที่มีอาการต่อต้านยา และสิ่งนี้ส่งผลกระทบ ต่อกรมสาธารณสุข เป็นอย่างมาก และเมื่อเข้าสู่ปี 1991 ได้มีรายงาน ออกมาว่ากลุ่มผู้ป่วย ร้อยละ 33% มักมีการต่อต้านยา ของโรคชนิดนี้ (2023) [1]

โดยยาที่มอบให้นั้น ต้องมีอย่างน้อย 1 ชนิด ที่ผู้ป่วยไม่มีการ ตอบสนองต่อฤทธิ์ยา รูปแบบการแก้ไข ในช่วงยุคนั้น คือเพิ่มการดูแล และเพิ่มความใกล้ชิด ให้กับกลุ่มผู้ป่วย และต้องมีการ พัฒนาตัวยาใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การรักษา สิ่งเหล่านี้ทำให้ วงการแพทย์ ต้องจ่ายเงินในปริมาณมาก

จนมาถึงช่วงปี 2013 และในปี 2014 จึงจะสามารถ ควบคุมความรุนแรง ของวัณโรคได้ ถือได้ว่าเป็นความพยายามมากกว่า 20 ปี ของการพัฒนา ตัวยาและวิธีการรักษา แต่จำนวนผู้ป่วย กลับสูงขึ้นอย่างน้อย 3% ต่อปี สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็น ปัญหาที่ต้องแก้ไข อย่างต่อเนื่อง ในวงการแพทย์สมัยใหม่

ทุกคนมีสิทธิ์ ที่จะเกิดการดื้อยา เพราะอะไร

1. เป็นคุณสมบัติพิเศษ ทางพันธุกรรม ที่ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมา ในเรื่องของการ พัฒนาโครงสร้าง ที่สามารถ ต่อต้านยาปฏิชีวนะได้
2. DNA พลาสมิด พบได้บริเวณโครโมโซม โดย DNA นี้มักเชื่อมโยงกับ ลำดับของแบคทีเรีย ทำให้เชื้อโรคเหล่านั้น สามารถเอาตัวรอดได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว
3. กระบวนการที่เชื้อแบคทีเรีย ใช้เพื่อความแข็งแกร่ง ในกับตัวเอง และทำให้ร่างกาย ต่อต้านยาได้คือ “ทรานสดักชัน” เป็นการทำปฏิกิริยาทางอ้อม ของแบคทีเรีย
4. การได้รับยา ในปริมาณมาก และมีความถี่จนเกินไป ก็สามารถทำให้ ร่างกายต่อต้านยาได้
5. การเลือกใช้ยา ที่ไม่เหมาะสมกับอาการ หรือไม่เหมาะกับร่างกาย ก็จะไม่มีผล การตอบสนองของยา
6. การได้รับยาปลอม เข้าไปในร่างกาย ในปริมาณมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ ร่างกายเกิดอาการต่อต้าน ได้อย่างชัดเจน

ผลข้างเคียง ที่ตัวผู้ป่วยอาจจะได้รับ เมื่อต่อต้านยา

  • ป่วยเรื้อรัง: เมื่อร่างกาย ไม่ตอบสนองต่อตัวยา ทำให้อาการที่เป็น อาจจะกลายเป็น โรคเรื้อรังได้ในที่สุด
  • ใช้เวลารักษานาน: สิ่งที่เป็น ผลกระทบมากที่สุด คือการรักษาตัว ภายในโรงพยาบาล อาจจะใช้เวลา เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
  • พบแพทย์บ่อยขึ้น: เป็นกรณีการนัดพบ อาจจะต้องมีการ เข้ามาพบแพทย์บ่อยขึ้น เพื่อติดตามอาการ และประเมินประสิทธิภาพ ของตัวยาใหม่ ที่ได้รับเพื่อทดแทน ตัวยาเดิม
  • ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น: ในเรื่องของ ค่ารักษาพยาบาล แน่นอนว่าต้องมี ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และอาจจะทำให้ ลดความรู้สึก ของการอยากเข้ารับ การรักษาได้
  • ผลข้างเคียงต่อร่างกาย: กลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการต่อต้านยา ส่วนใหญ่มักจะ มีผลข้างเคียง ของตัวยาอยู่เช่น ผมร่วง ผิวแห้งลอก มีตุ่มขึ้นตามผิว สิ่งเหล่านี้ คืออาการข้างเคียงทั้งหมด

วิเคราะห์ การต่อต้านยา และสาเหตุของอาการ

อาการ ต่อต้านยา มีจริงหรือ

อาการต่อต้านยา เป็นเรื่องที่ร่างกาย ไม่ได้สร้างกลไกขึ้นมาเอง แต่เป็นความสามารถ ของแบคทีเรีย ที่มีการพัฒนา และต่อต้านการทำงาน ของกลุ่มยาปฏิชีวนะ โดยส่วนใหญ่แล้ว จะไม่สามารถหยุด การเจริญเติบโต ของเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ได้ โดยการรักษา มักจะมุ่งเน้นไปที่ การยับยั้งเชื้อ เพื่อลดความรุนแรง

โดยสาเหตุหลักๆ ของการต่อต้านยาคือ ร่างกายได้รับยา ในปริมาณที่มากไป และมีได้รับยาเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้สามารถ เพิ่มระดับการพัฒนา ของเชื้อแบคทีเรียได้ หรือในอีกส่วนหนึ่ง อาจจะเป็น โครงสร้างพันธุกรรม ที่ได้รับมาแต่กำเนิด สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ การต่อต้านยาเกิดขึ้นได้ (19 ตุลาคม 2023) [2]

โดยส่วนใหญ่แล้ว เชื้อแบคทีเรีย ที่มีการพัฒนาโครงสร้าง อาจจะกลายเป็น ไวรัสใหม่ ที่สามารถ ปรับสมดุลร่างกาย แต่ทำให้การรับยา ไม่ส่งผลกระทบ ต่อเชื้อเหล่านี้ได้ กลุ่มเสี่ยงที่มักพบ อาการต่อต้านยามากที่สุด คือกลุ่มทารก ที่คลอดก่อนกำหนด กลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ที่ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การต่อต้านยาที่มีการสรุปแล้ว

1. การรักษาทางการแพทย์ ด้วยวิธีการผ่าตัด ส่วนใหญ่แล้ว ประสิทธิภาพการรักษา ขึ้นอยู่กับยาปฏิชีวนะ ที่ทางแพทย์ ต้องมีการสั่งจ่าย หลังเข้ารับการผ่าตัด
2. ระดับความก้าวหน้า ในเรื่องการพัฒนาตัวยา ไม่ได้มีการ พัฒนาใหม่มาแล้วกว่า 10 ปี จุดนี้จึงทำให้ จำนวนผู้ป่วย ที่ต่อต้านยาเพิ่มจำนวนขึ้น อย่างต่อเนื่อง
3. จากผลสำรวจทั้งหมด กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าสู่ ห้องฉุกเฉินอย่างน้อย 1 ใน 5 มาด้วยอาการแพ้ยา และมากกว่า 80% ผู้ป่วยมีผลข้างเคียง ที่รุนแรงต่อยาที่ได้รับ
4. สหรัฐพบผู้ป่วย ที่ต่อต้านยาอย่างน้อย 2 ล้านคนต่อปี และต้องมีผู้เสียชีวิต จากอาการเหล่านี้มากกว่า 23,000 คนในทุกปี (15 เมษายน 2014) [3]
5. ใบสั่งจ่ายยา ส่วนใหญ่แล้ว จะมีการจ่ายยาปฏิชีวนะ ที่ไม่จำเป็นต่อโรคอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้ ผู้ป่วยกินยา แบบผิดประเภท และเกิดอาการต่อต้านยาได้

ทางเลือกใหม่ ทางการแพทย์ สำหรับการรับมือ

สำหรับทางการแพทย์ สิ่งที่ควรคำนึงถึง เป็นสิ่งแรก ของการรักษาคือ ผู้ป่วยทุกคนมีโอกาส ที่จะเกิดอาการ ต่อต้านยาได้ สิ่งเหล่านี้อาจจะ เพิ่มความระมัดระวัง ของทางแพทย์ ในเรื่องของการ จ่ายตัวยาได้ และสิ่งที่ผู้ป่วย ควรกระทำคือ ป้องกันการติดเชื้อโรค และรักษาสุขภาพ ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อลดผลกระทบ

หากสนใจอ่านทั้งหมดนี้คลิก cdc

อาการ ต่อต้านยา มีจริงหรือ ในหน้าสุดท้าย

หน้าสุดท้าย อาการต่อต้านยา มีจริงหรือ เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง แต่ไม่ได้เป็น กลไกของร่างกาย เป็นกลไกการพัฒนา ตัวเองของเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของตัวเอง และสิ่งนี้ทำให้ร่างกาย ไม่ตอบสนองต่อตัวยา อีกทั้งยังอาจจะ ส่งผลข้างเคียงร้ายแรง ต่อตัวยาได้

ทำไมอาการดื้อยา ถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

สำหรับร่างกายคนเรา มีเชื้อแบคทีเรีย อยู่ในร่างกายอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือน โครงสร้างหนึ่งในโครโมโซม และมีการพัฒนา ในระดับโมเลกุลอยู่ สิ่งเหล่านี้สามารถ ถ่ายทอดทาง DNA ได้ เพราะถือเป็นลักษณะพิเศษ ที่ส่งต่อกันได้ เป็นเหมือนการส่งต่อ เอกลักษณ์เฉพาะ

ทำไมกินยาเยอะ ถึงไม่เป็นเรื่องดี

สำหรับการกินยา ควรกินยาให้อยู่ใน ปริมาณที่ร่างกาย ต้องการได้รับ เมื่อได้รับตัวยา เกินความจำเป็น เป็นเหมือนการกระตุ้น ให้เชื้อแบคทีเรีย มีการพัฒนาโครงสร้าง และสิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้ ร่างกายไม่ตอบสนอง ต่อตัวยาที่ได้รับ และอาจจะทำให้ สุขภาพแย่ลงได้

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง