
ชวนสังเกต อาหารที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน
- Fiona
- 12 views

อาหารที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน เป็นกลุ่มอาหาร ที่มักพบร่วมกับไขมันตามธรรมชาติ และมีบทบาทสำคัญ ต่อการทำงานของร่างกายในหลายด้าน วิตามินในกลุ่มนี้ ไม่สามารถดูดซึมได้ดี หากร่างกายขาดไขมัน จึงมักมากับอาหารอย่างเนื้อสัตว์ ไข่ นม น้ำมันพืช ถั่ว และอาหารทะเลบางชนิด
- วิตามินละลายในไขมันคืออะไร?
- อาหารที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน
- วิตามินละลายในไขมัน ปริมาณที่ควรได้รับ
Fat soluble vitamin คืออะไร?
วิตามินละลายในไขมัน คือกลุ่มของวิตามิน ที่ร่างกายต้องอาศัยไขมันใน การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย วิตามินกลุ่มนี้ประกอบด้วยวิตามินเอ ดี อี และเค ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ต่อการทำงานพื้นฐานของร่างกาย เช่นการมองเห็น การดูแลกระดูก การปกป้องเซลล์ และการแข็งตัวของเลือด วิตามินเหล่านี้มักพบในอาหารที่มีไขมันตามธรรมชาติ
เช่นเนื้อสัตว์ ไข่ นม น้ำมันพืช ถั่ว และอาหารทะเลบางชนิด จุดเด่นของวิตามินละลายในไขมัน คือสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้ โดยเฉพาะในตับ และเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ร่างกายมีแหล่งสำรองไว้ใช้งานในระยะยาว แม้จะไม่จำเป็นต้องได้รับทุกวัน เหมือนวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่การได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็ยังคงสำคัญ (17 มกราคม 2020) [1]
วิตามินที่ละลายในไขมัน มีวิตามินอะไรบ้าง?
- วิตามิน A ช่วยในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพผิว
- วิตามิน D มีบทบาทสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ส่งเสริมสุขภาพกระดูกและฟัน และช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
- วิตามิน E ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากความเสียหายและสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- วิตามิน K จำเป็นต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด และมีส่วนช่วยในสุขภาพของกระดูก
ที่มา: The Fat-Soluble Vitamins (11 มกราคม 2022) [2]
ประวัติวิตามินละลายในไขมัน การค้นพบ
วิตามินละลายในไขมันเริ่มถูกค้นพบ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์ เริ่มเข้าใจว่าร่างกายต้องการสารบางอย่าง จากอาหารในปริมาณเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ แนวคิดเรื่องวิตามินเริ่มชัดเจนราวปี 1910–1912 เมื่อมีการสังเกตว่าโรคบางชนิด ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากการขาดสารอาหาร
ต่อมาในช่วงปี 1910–1920 นักวิจัยสามารถแยกสารอาหารบางชนิดออกมาได้ และพบว่าสารเหล่านี้ละลายในไขมัน จึงเริ่มแบ่งวิตามินออกเป็นกลุ่ม ตามคุณสมบัติการละลาย หลังจากนั้นในช่วงปี 1920–1930 วิตามินละลายในไขมัน ถูกค้นพบและอธิบายคุณสมบัติ อย่างเป็นระบบมากขึ้น
วิตามินเอเกี่ยวกับการมองเห็น การเจริญเติบโต วิตามินดีถูกศึกษาจากการแก้ปัญหาโรคกระดูกอ่อนในเด็ก วิตามินอีและวิตามินเคก็ถูกค้นพบ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ปลายทศวรรษ 1930 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิตามินละลายในไขมัน ทั้งด้านหน้าที่ แหล่งอาหาร และความสำคัญ ต่อสุขภาพโดยรวม (24 ธันวาคม 2025) [3]
อาหารอะไรบ้าง ที่มีวิตามินละลายในไขมัน?

- อาหารอะไรที่มี Vitamin A สูง ยกตัวอย่างเช่น ตับวัว ตับไก่ ไข่แดง วิตามินเอในกลุ่มนี้ อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที ช่วยเรื่องการมองเห็น สุขภาพผิว และระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะตับ ถือเป็นแหล่งที่มี Vitamin A สูงมาก กินเพียงเล็กน้อยก็ได้ปริมาณสูง
- อาหารอะไรที่มี Vitamin D สูง ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน วิตามินดีช่วยดูแลกระดูกและฟัน และมีบทบาทกับภูมิคุ้มกัน อาหารกลุ่มปลามัน และน้ำมันตับปลา ให้วิตามินดีตามธรรมชาติในระดับที่สูง
- อาหารอะไรที่มี Vitamin E สูง ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันจมูกข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสื่อม อาหารกลุ่มน้ำมันพืช และถั่วเมล็ดแห้ง เป็นแหล่งที่พบมากที่สุด
- อาหารอะไรที่มี Vitamin K1 สูง ตัวอย่างเช่น ผักโขม เคล บรอกโคลี วิตามินเค1 พบมากในผักใบเขียวเข้ม มีบทบาทสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด และช่วยดูแลสุขภาพหลอดเลือด
- อาหารอะไรที่มี Vitamin K2 สูง ตัวอย่างเช่น นัตโตะ ชีสแข็ง ไข่แดง วิตามินเค2 ช่วยพาแคลเซียมไปสะสมในกระดูก แทนการไปเกาะตามหลอดเลือด พบมากในอาหารหมัก และอาหารจากสัตว์
- อาหารอะไรที่มี Tocopherol สูง ตัวอย่างเช่น น้ำมันจมูกข้าวสาลี อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน โทโคฟีรอลเป็นรูปแบบหลักของวิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และดูแลเซลล์ผิว พบมากในน้ำมันพืชและถั่ว
- อาหารอะไรที่มี Tocotrienol สูง เช่นน้ำมันปาล์มแดง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต โทโคไตรอีนอลเป็นวิตามินอีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ด้านการดูแลเซลล์และสมอง มักพบในธัญพืช และน้ำมันจากพืชบางชนิด
- อาหารอะไรที่มี Ergocalciferol สูง เช่นเห็ดที่ผ่านแสงแดด เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ เออร์โกแคลซิเฟอรอลคือวิตามินดีชนิด D2 ซึ่งพบในอาหารจากพืช โดยเฉพาะเห็ดที่ได้รับแสงอัลตราไวโอเลต
- อาหารอะไรที่มี Cholecalciferol สูง เช่นน้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน ไข่แดง โคเลแคลซิเฟอรอลคือวิตามินดีชนิด D3 ที่ร่างกายใช้ได้ดี พบมากในอาหารจากสัตว์และปลา
- อาหารอะไรที่มี Retinoid สูง เช่นตับวัว ตับไก่ น้ำมันตับปลา เรตินอยด์เป็นวิตามินเอในรูปที่ร่างกายดูดซึม และนำไปใช้ได้ทันที มีบทบาทต่อการมองเห็น และการซ่อมแซมเซลล์
- อาหารอะไรที่มี Carotenoid สูง เช่นแครอท ฟักทอง มันเทศสีส้ม แคโรทีนอยด์เป็นสารสีธรรมชาติในพืช ช่วยต้านอนุมูลอิสระและเป็นแหล่งตั้งต้นของวิตามินเอ
- อาหารอะไรที่มี Beta carotene สูง เช่นแครอท ผักโขม ฟักทอง เบต้าแคโรทีนเป็นแคโรทีนอยด์ชนิดที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ช่วยดูแลสายตา ผิว และภูมิคุ้มกัน
วิตามินละลายในไขมัน ปริมาณที่ควรได้รับ
- วิตามิน A ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 700–900 ไมโครกรัม วิตามินเอช่วยดูแลสายตา ผิว และภูมิคุ้มกัน ควรได้รับในปริมาณพอดี เพราะหากมากเกินไปอาจสะสมในตับ และส่งผลเสียต่อร่างกายได้
- วิตามิน D ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 15–20 ไมโครกรัม วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี ส่งผลต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน แม้ร่างกายสร้างได้จากแสงแดด แต่หลายคนยังได้รับไม่เพียงพอจากการใช้ชีวิตในร่ม
- วิตามิน E ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 15 มิลลิกรัม วิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสื่อม การได้รับจากอาหารจำพวกถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืช มักเพียงพอสำหรับคนทั่วไป
- วิตามิน K ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 90–120 ไมโครกรัม วิตามินเคมีบทบาทสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด และสุขภาพกระดูก พบมากในผักใบเขียว และอาหารหมัก การกินอาหารหลากหลายช่วยให้ได้รับวิตามินชนิดนี้อย่างเหมาะสม
ข้อควรระวังของวิตามินละลายในไขมัน
ข้อควรระวังของวิตามินละลายในไขมันคือ วิตามินกลุ่มนี้สามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้ โดยเฉพาะในตับและเนื้อเยื่อไขมัน แตกต่างจากวิตามินที่ละลายในน้ำ ซึ่งส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หากได้รับวิตามินละลายในไขมันมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
เช่นอาการไม่สบาย ระบบการทำงานของตับผิดปกติ หรือเกิดความไม่สมดุลของสารอาหาร โดยวิตามินที่ต้องระวังเป็นพิเศษ มักเป็นวิตามินเอ และวิตามินดี เพราะมีโอกาสสะสมเกินได้ง่าย อีกข้อควรระวังคือการรับประทานวิตามินเสริมโดยไม่จำเป็น หรือไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเอง
การกินวิตามินละลายในไขมัน จากอาหารธรรมชาติในปริมาณพอดี มักปลอดภัยกว่า เพราะร่างกายจะได้รับพร้อมไขมันและสารอาหารอื่นที่ช่วยควบคุมการดูดซึม แนวทางที่เหมาะสมคือเลือกกินอาหารให้หลากหลาย มีไขมันดีในปริมาณเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมติดต่อกันเป็นเวลานาน
อาหารที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน กล่าวโดยสรุป
อาหารที่มีวิตามิน ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการดูแลร่างกายในหลายด้าน ตั้งแต่การมองเห็น สุขภาพผิว กระดูก ภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการทำงานของเซลล์ จุดสำคัญคือวิตามินกลุ่มนี้ ต้องอาศัยไขมันในการดูดซึมและสามารถสะสมในร่างกายได้ การเลือกกินอาหารให้หลากหลาย จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอ
ใครที่ควรทานวิตามินละลายในไขมัน?
ผู้ที่หลีกเลี่ยงไขมันในอาหารมากเกินไป ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ชีวิตในร่มเป็นเวลานาน ผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานปลา ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมไขมัน วิตามินกลุ่มนี้มีบทบาทต่อสายตา กระดูก กล้ามเนื้อ ภูมิคุ้มกัน และการทำงานของเซลล์
ปรุงอาหารยังไง ให้ได้รับวิตามินสูงสุด?
การปรุงอาหารเพื่อให้ได้รับวิตามินละลายในไขมันอย่างเต็มที่ ควรมีไขมันดีด้วย เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือไขมันจากปลา การผัดหรืออบด้วยไฟไม่แรงเกินไป จะช่วยลดการสูญเสียวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอและอี การกินผักใบเขียวหรือผักสีส้มร่วมกับไขมันเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น
- Tags: สุขภาพ


