สารธรรมชาติ อาหารอะไรที่มี Tocotrienol สูง

อาหารอะไรที่มี Tocotrienol สูง

อาหารอะไรที่มี Tocotrienol สูง เป็นคำถามที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ในกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพเชิงลึก เพราะโทโคไตรอีนอล เป็นหนึ่งในกลุ่มของวิตามินอี ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว แตกต่างจากวิตามินอีที่คุ้นเคยทั่วไป โดยมีบทบาทสำคัญ ต่อการดูแลเซลล์ และสนับสนุนการทำงานของร่างกายในหลายระบบ

  • โทโคไตรอีนอลคืออะไร?
  • ประโยชน์ของโทโคไตรอีนอล
  • อาหารที่มีโทโคไตรอีนอลสูง

สารโทโคไตรอีนอล คืออะไร?

โทโคไตรอีนอลคือสารอาหารตามธรรมชาติ ที่อยู่ในกลุ่มของวิตามินอี มีบทบาทสำคัญ ในการช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกาย จากความเสียหาย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และสนับสนุนการทำงาน ของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โครงสร้างของโทโคไตรอีนอล มีความแตกต่าง จากวิตามินอีที่พบได้ทั่วไป

ทำให้มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และพบในรูปแบบย่อยหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิด ก็มีบทบาท ต่อร่างกายแตกต่างกันเล็กน้อย แม้โทโคไตรอีนอล จะไม่เป็นที่รู้จัก เท่าวิตามินอีรูปแบบอื่น แต่ถือเป็นสารอาหาร ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากความสามารถ ในการแทรกซึม เข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี (18 กันยายน 2018) [1]

ประวัติโทโคไตรอีนอล การค้นพบ

โทโคไตรอีนอลเริ่มถูกกล่าวถึงครั้งแรก ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เมื่อทีมนักวิจัย ค้นพบว่าสารในกลุ่มวิตามินอี จากแหล่งพืชบางชนิด มีโครงสร้าง แตกต่างจากโทโคฟีรอล ที่รู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว โดยพบในน้ำมันจากพืช อย่างน้ำมันรำข้าว และน้ำมันปาล์ม การค้นพบนี้ นำไปสู่การตั้งชื่อว่า Tocotrienol

เพื่อสะท้อนลักษณะทางเคมี ที่มีพันธะไม่อิ่มตัวมากกว่า และในปี 1964 ได้มีการแยกโทโคไตรอีนอล ออกมาอย่างชัดเจน จากแหล่งธรรมชาติ ทำให้สารชนิดนี้ ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่ง ของวิตามินอี อย่างเป็นทางการ ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 งานวิจัยเริ่มหันมาศึกษา

คุณสมบัติทางชีวภาพ ของโทโคไตรอีนอล โดยเฉพาะบทบาท ที่ต่างจากวิตามินอีแบบเดิม ทั้งในด้านการทำงานระดับเซลล์ และผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้โทโคไตรอีนอล ก้าวจากการเป็นสารที่รู้จักเฉพาะ ไปสู่การได้รับความสนใจในแวดวงโภชนาการ และสุขภาพ (2 ตุลาคม 2025) [2]

ประโยชน์ของโทโคไตรอีนอล คืออะไร?

  • ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสื่อม โทโคไตรอีนอลมีคุณสมบัติ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสียหาย ที่เกิดกับเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุ ของความเสื่อม และปัญหาสุขภาพ ในระยะยาว
  • ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด สารชนิดนี้มีบทบาท ในการช่วยลดไขมันบางชนิดในเลือด และสนับสนุนการทำงาน ของหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือด ทำงานได้สมดุลมากขึ้น
  • ช่วยดูแลสมอง และระบบประสาท โทโคไตรอีนอลสามารถเข้าไปทำงาน ในเนื้อเยื่อสมองได้ดี ช่วยลดความเครียดของเซลล์สมอง และสนับสนุนการทำงาน ของระบบประสาท
  • ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย มีส่วนช่วยควบคุมกระบวนการอักเสบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการไม่สบาย และโรคเรื้อรังหลายชนิด ช่วยให้ร่างกาย รักษาสมดุลได้ดีขึ้น
  • ช่วยดูแลกระดูกให้แข็งแรง โทโคไตรอีนอลอาจช่วยลดการสลาย ของมวลกระดูก และสนับสนุนกระบวนการสร้างกระดูกใหม่ เหมาะกับการดูแลสุขภาพกระดูก ในระยะยาว
  • ช่วยบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดี ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดผลกระทบ จากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด และมลภาวะ ทำให้ผิวดูแข็งแรง และเสื่อมช้าลง
  • สนับสนุนการทำงาน ของร่างกายโดยรวม โทโคไตรอีนอล มีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆภายในร่างกาย ทำงานประสานกันดีขึ้น ทั้งด้านพลังงาน ภูมิคุ้มกัน และสมดุลของร่างกายโดยรวม

ที่มา: What you need to know about tocotrienols (14 กรกฎาคม 2023) [3]

อาหารอะไร ที่มีโทโคไตรอีนอลสูง?

อาหารอะไรที่มี Tocotrienol สูง

อาหารที่มีโทโคไตรอีนอลสูง ปริมาณต่อ 100 กรัม มีดังนี้

  • Annatto seeds เป็นแหล่งโทโคไตรอีนอลที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะชนิดเดลตา และแกมมา พบประมาณ 130–150 มิลลิกรัม แต่ในชีวิตประจำวัน มักไม่ได้บริโภคโดยตรง จะพบในรูปสารสกัดมากกว่า
  • น้ำมันปาล์มแดง เป็นแหล่งที่พบโทโคไตรอีนอลสูง และรู้จักกันมาก มีประมาณ 60–80 มิลลิกรัม เหมาะกับการใช้ปรุงอาหาร ในปริมาณพอเหมาะ
  • น้ำมันรำข้าว มีโทโคไตรอีนอล ในระดับค่อนข้างสูง พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ พบประมาณ 35–50 มิลลิกรัม นิยมใช้ในกลุ่มคนรักสุขภาพ
  • จมูกข้าวสาลี และน้ำมันจมูกข้าวสาลี ให้โทโคไตรอีนอล ในระดับปานกลาง ประมาณ 10–20 milligram และยังให้วิตามินอีรูปแบบอื่นร่วมด้วย
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น Barley ข้าวโอ๊ต มีโทโคไตรอีนอลในเล็กน้อย พบประมาณ 1–3 milligram แต่ได้ประโยชน์จากใยอาหาร และสารอาหารอื่นร่วมกัน

ปริมาณโทโคไตรอีนอล ที่ควรได้รับต่อวัน

จากข้อมูลการศึกษา และการใช้งานทั่วไป มักพบว่าการได้รับประมาณ 5–20 มิลลิกรัมต่อวัน จากอาหารธรรมชาติ ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และปลอดภัย สำหรับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ในกรณีของอาหารเสริม ปริมาณที่ใช้กันทั่วไปมักอยู่ราว 25–100 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์

ผลข้างเคียง ของโทโคไตรอีนอล

  • อาจระคายเคือง ระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะในรูปแบบ อาหารเสริม ร่างกายบางคน อาจปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว ซึ่งมักดีขึ้น เมื่อรับประทาน พร้อมอาหาร หรือปรับลดปริมาณลง
  • อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง โทโคไตรอีนอล อยู่ในกลุ่มวิตามินอี หากได้รับมากเกินไป อาจส่งผลต่อกลไก การแข็งตัวของเลือด ทำให้มีอาการช้ำง่าย เลือดออกง่าย หรือเลือดหยุดช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงด้านนี้อยู่แล้ว
  • อาจเกิดอาการแพ้ ในบางราย แม้จะพบได้น้อย แต่บางคน อาจมีอาการผื่นคัน ระคายเคืองผิว หรือรู้สึกไม่สบายตัว หลังรับประทาน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ร่างกายไม่ตอบรับ กับสารดังกล่าว
  • อาจรบกวนสมดุลวิตามินอีในร่างกาย การรับโทโคไตรอีนอล ในปริมาณสูงต่อเนื่อง อาจไปแข่งขัน การดูดซึมกับวิตามินอี รูปแบบอื่น ทำให้สมดุลของสารอาหาร ในร่างกายเปลี่ยนไปได้
  • อาจไม่เหมาะกับบางกลุ่มคน ผู้ที่ใช้ยา ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด หรือผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อผลข้างเคียงได้

สรุปแล้ว อาหารอะไรที่มีโทโคไตรอีนอลสูง

โทโคไตรอีนอลเป็นสารอาหาร ในกลุ่มวิตามินอี ที่มีบทบาทสำคัญ ต่อการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่การปกป้องเซลล์ ดูแลหัวใจ สมอง กระดูก ไปจนถึงการชะลอความเสื่อม ของร่างกายในระยะยาว ซึ่งสามารถได้รับจากอาหารธรรมชาติหลายชนิด เช่น Annatto seeds น้ำมันปาล์มแดง น้ำมันรำข้าว จมูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต

ไม่ควรทานโทโคไตรอีนอล คู่กับอะไร?

ควรหลีกเลี่ยงการรับโทโคไตรอีนอล ร่วมกับยา ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรืออาหารเสริม วิตามินอีขนาดสูง หลายชนิดพร้อมกัน เพราะอาจเสริมฤทธิ์กันมากเกินไป จนเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเลือดออกง่าย ควรเว้นระยะ หรือเลือกอาหารเสริมชนิดเดียวให้เหมาะสม

ใครที่ควรทานโทโคไตรอีนอลเป็นพิเศษ?

โทโคไตรอีนอลเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ผู้ที่ต้องการดูแลสมอง และระบบประสาท ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป รวมถึงผู้ที่ต้องเผชิญความเครียด จากการทำงาน หรือมลภาวะเป็นประจำ เพราะสารชนิดนี้ช่วยสนับสนุนการปกป้องเซลล์ และการทำงานของร่างกายในระยะยาวได้ดี

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง