เรื่องของ Champagne เครื่องดื่ม ที่มอบเป็นของขวัญ

เรื่องของ Champagne

เรื่องของ Champagne ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา การเฉลิมฉลอง และช่วงเวลาที่น่าจดจำ ในทุกการเปิดขวดที่มีเสียงดัง “ป๊อป” ย่อมตามมาด้วยความสุขและความตื่นเต้น ไปเจาะลึกทุกแง่มุมของแชมเปญ ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ชนิดขององุ่นที่ใช้ ไปจนถึงวิธีการเสิร์ฟที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณรู้จักและชื่นชมเครื่องดื่มฟองฟู่ ชั้นสูงนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

  • การเก็บและดื่มที่ถูกวิธีช่วยรักษารสชาติและฟองละเอียด
  • ทำจากองุ่นหลัก 3 สายพันธุ์: Chardonnay, Pinot Noir, Meunier
  • เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับงานเฉลิมฉลอง

ความหมาย ของแชมเปญ เหล้าฝรั่งเศส คืออะไร?

แชมเปญคือไวน์ประเภทสปาร์กลิงที่ผลิตเฉพาะจากแคว้นช็องปาญ ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ใช้กระบวนการหมักแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Méthode Traditionnelle ในการสร้างฟองละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์ และต้องทำตามกฎระเบียบด้านคุณภาพอย่างเข้มงวด จึงเป็นเหตุผลที่แชมเปญ แตกต่างและมีคุณค่ากว่าสปาร์กลิงไวน์ทั่วไป

 

เรื่องราว ความเป็นมา ของเครื่องดื่มสุดหรู

เรื่องของ Champagne มีประวัติย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 17 โดยมีชื่อของ “Dom Pérignon” นักบวชชาวฝรั่งเศสผู้เป็นผู้ค้นพบแชมเปญ ในปี 1688 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการผลิตไวน์ฟองแชมเปญ ในยุคแรกๆ หลังจากนั้น บาทหลวงได้มาพัฒนาไวน์มีฟองอย่างจริงจัง และกลายมาเป็นไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยมี คลิโค (Veuve Clicquot) เป็นผู้สานต่อและทำให้แชมเปญเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

คลิโค (Clicquot) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Madame Clicquot เป็นแม่ม่ายที่รับช่วงต่อธุรกิจแชมเปญของสามี สามีของเธอได้เสียชีวิตในปี 1805 ตอนเธอมีอายุเพียงแค่ 27 ปี (23 กันยายน 2025) [1] คลิโคได้เดินทางไปเจรจาประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในยุโรปในปี 1814 ในการประชุมครั้งนี้มีเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง มาร่วม และคลิโคได้แจกแชมเปญเพื่อดื่มฉลอง

ทุกคนต่างพากันชื่นชมในรสชาติของแชมเปญ และเป็นที่นิยมไปทั่วทวีปยุโรป อเมริกา เรียกได้ว่าแทบจะทั่วโลก หลังจากนั้น แชมเปญก็เป็นที่นิยมในงานฉลองต่างๆ โดยมีคำกล่าวว่า ถ้างานไหนไม่มีแชมเปญ ถือว่าเชย และในปี 1937 ได้มีการผลิตแชมเปญรุ่นแรก และยังตั้งชื่อว่า Dom Pérignon ซึ่งเป็นที่นิยมและมีราคาสูงมาจนถึงปัจจุบันนี้

องค์ประกอบหลัก 3 สายพันธุ์องุ่น

เรื่องของ Champagne

การผลิตแชมเปญ มีความพิเศษและพิถีพิถันตั้งแต่ต้นน้ำ โดยใช้องุ่นหลักเพียง 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ปิโนต์ มูนิเยร์ ปิโนต์ นัวร์ และชาร์โดห์เนย์ (06 กรกฎาคม 2018) [2] ซึ่งแต่ละชนิดมีคาแรกเตอร์โดดเด่นและส่งผลโดยตรงต่อรสชาติ ความหอม และโครงสร้างของแชมเปญ ทำให้แต่ละแบรนด์และแต่ละสไตล์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Chardonnay

Chardonnay เป็นองุ่นผิวขาวที่ช่วยให้แชมเปญ มีความสดใส ละเอียด และหอมแบบดอกไม้ พร้อมกลิ่น Citrus ชัดเจน จุดเด่นคือรสชาติที่หรูหรา มีความคมชัด และช่วยให้แชมเปญมีอายุการบ่มที่ยาวนาน เหมาะกับผู้ที่ชอบสไตล์เบา สดชื่น และมีความ Elegant

Pinot Noir

องุ่นผิวดำที่ให้โครงสร้างแน่นและความเข้มข้นแก่แชมเปญ เพิ่มน้ำหนักบนเพดานปาก พร้อมโน้ตผลไม้สุกอย่างเชอร์รี่หรือราสป์เบอร์รี่ Pinot Noir ทำให้รสชาติลึกกว่า กลมกล่อม และมีความทรงพลัง นิยมใช้ในแบรนด์ชื่อดังที่ต้องการสไตล์เด่นและหรูหรา

Meunier (Pinot Meunier)

เป็นองุ่นผิวดำที่ให้ความหอมและความนุ่มนวล เพิ่มกลิ่นผลไม้สด เช่น แอปเปิลหรือลูกแพร์ ทำให้แชมเปญ ดื่มง่ายและเป็นมิตรกับทุกคนมากขึ้น Meunier มักถูกใช้ในสัดส่วนที่ช่วยบาลานซ์รสชาติรวม ทำให้ไวน์มีความยืดหยุ่นและดื่มสนุก

กระบวนการผลิต องุ่นที่กลาย เป็นเครื่องดื่ม

เรื่องของ Champagne ทุกขวดถูกผลิตด้วยกระบวนการที่พิถีพิถัน และละเอียดอ่อน ซึ่งเรียกว่า Méthode Traditionnelle หรือ Traditional Method กระบวนการนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แชมเปญมีฟองละเอียด เนื้อสัมผัสซับซ้อน และคุณภาพสูงกว่าสปาร์กลิงไวน์หลายชนิดในโลก ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนหลักดังนี้

1. การเก็บเกี่ยวองุ่น: องุ่นถูกเก็บด้วยมือเพื่อป้องกันการแตกหรือช้ำ เพราะต้องการรักษาคุณภาพสูงสุด องุ่นจะถูกคัดเฉพาะลูกที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับไวน์ฐาน (Base Wine)

2. การบีบองุ่น: องุ่นถูกบีบอย่างอ่อนโยนเพื่อให้ได้เฉพาะน้ำองุ่นคุณภาพดี โดยแชมเปญ มีกฎชัดเจนว่าห้ามให้เกิดสีจากผิวองุ่นดำ จึงต้องบีบด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

3. การหมักครั้งแรก: น้ำองุ่นถูกหมักเป็นไวน์นิ่ง ที่มีแอลกอฮอล์และกลิ่นรสพื้นฐาน ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำหนดโครงสร้างเริ่มต้นของไวน์

4. การผสมไวน์: เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญ (Chef de Cave) จะผสมไวน์จากองุ่นสายพันธุ์ต่างๆ และพื้นที่ต่างกัน หรือแม้แต่ไวน์จากหลายปี (ในกรณี Non-Vintage) เพื่อสร้างรสชาติเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์

5. การเติมน้ำตาลและยีสต์: ไวน์ถูกเติมส่วนผสมของน้ำตาลและยีสต์ แล้วบรรจุในขวดเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนหมักครั้งที่สอง

6. การหมักครั้งที่สองในขวด: ขวดถูกปิดด้วยฝาโลหะและปล่อยให้เกิดการหมักซ้ำภายในขวด ทำให้เกิด ฟองธรรมชาติ (CO₂) ที่ละเอียดและเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญ

7. การบ่มบนกากยีสต์: แชมเปญจะถูกเก็บบนกากยีสต์เป็นเวลานาน

  • Non-Vintage → ขั้นต่ำ 15 เดือน
  • Vintage → ขั้นต่ำ 3 ปี

การบ่มนี้ช่วยเพิ่มรสชาติที่ลึก ซับซ้อน และให้โน้ตแบบขนมปัง เนย หรือถั่ว

8. การหมุนขวด: ขวดจะถูกหมุนและค่อยๆ เอียงลง เพื่อให้กากยีสต์ไหลมารวมที่คอขวด ขั้นตอนนี้ทั้งใช้มือแบบดั้งเดิมและใช้เครื่องช่วยในโรงงานสมัยใหม่

9. การดึงตะกอนออก: คอขวดถูกแช่ให้เย็นจัด ทำให้ตะกอนแข็งตัว เมื่อเปิดฝาแรงดันจะดันตะกอนออกโดยอัตโนมัติ

10. การเติมน้ำตาลเพื่อกำหนดระดับความหวาน: เติมน้ำตาลไวน์ (Liqueur d’Expédition) เพื่อกำหนดความหวานของแชมเปญ เช่น Brut, Extra Dry, Demi-Sec เป็นต้น

11. การปิดจุกและพักขวด: ขวดถูกปิดด้วยจุกคอร์กและลวดรัด (muselet) จากนั้นบ่มต่อก่อนจำหน่าย เพื่อให้รสชาตินุ่มสมบูรณ์แบบ

เหล้าฝรั่งเศส ยอดนิยม ที่นักดื่มต้องลอง

แนะนำ 10 แชมเปญ ยอดนิยม จากฝรั่งเศสที่น่าลอง ครอบคลุมทั้งระดับคลาสสิก หรู และสไตล์ดื่มง่าย เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และสายแชมเปญตัวจริง

  1. Dom Perignon Rose
  2. Dom Perignon
  3. Louis Roederer Cristal
  4. Armand de Brignac Brut Gold
  5. Krug Grande Cuvee
  6. Piper-Heidsieck Rare
  7. Ruinart Blanc De Blancs
  8. Bollinger Special Cuvee
  9. Veuve Clicquot Brut
  10. Laurent Perrier Champagne

ที่มา: แนะนำแชมเปญจากฝรั่งเศส แชมเปญราคาดีที่สุด ที่นี่ พร้อมส่งทันที (24 พฤษภาคม 2024) [3]

ประเภท ของแชมเปญ ที่ควรรู้ก่อนเลือก

เมื่อพูดถึง เรื่องของ Champagne หลายคนอาจคิดว่าเป็นสปาร์กลิงไวน์เหมือนกันหมด แต่จริงๆ แล้วแชมเปญมีหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบมีสไตล์ กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจประเภทเหล่านี้จะช่วยให้เลือกแชมเปญได้ตรงใจและเหมาะกับโอกาสมากขึ้น

Non-Vintage (NV) Champagne
เป็นแชมเปญที่นิยมที่สุด ถูกผลิตจากองุ่นหลายปีเพื่อให้รสชาติคงที่และดื่มง่าย จุดเด่นคือความสมดุล ความสดชื่น และความยืดหยุ่นในการจับคู่กับอาหาร เหมาะกับงานปาร์ตี้และโอกาสทั่วไป

Vintage Champagne
ทำเฉพาะปีที่คุณภาพองุ่นดีเยี่ยม รสชาติซับซ้อน กลิ่นหอมลึก และมีความเป็นเอกลักษณ์ของปีนั้นๆ มากกว่า NV เหมาะสำหรับงานพิเศษหรือผู้ที่ชื่นชอบการดื่มไวน์แบบจริงจัง

Prestige Cuvée (Cuvée de Prestige)
เป็นแชมเปญระดับท็อปของแต่ละแบรนด์ เช่น Dom Pérignon หรือ Cristal เน้นคุณภาพสูงสุด ใช้องุ่นเกรดพรีเมียม ผสมผสานการบ่มที่ยาวนาน รสชาติหรูหราและมีความซับซ้อนอย่างโดดเด่น

Blanc de Blancs
ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ Chardonnay 100% ทำให้ได้ไวน์ที่โปร่ง สดชื่น กลิ่นหอม Citrus และมีความ Elegance มาก เหมาะกับอาหารทะเลและงานที่ต้องการความเรียบหรู

Blanc de Noirs
ทำจาก Pinot Noir หรือ Meunier (องุ่นดำ) ให้รสเข้มกว่า มีกลิ่นผลไม้สุก มีโครงสร้างแน่น และมักมีคาแรกเตอร์อบอุ่น เหมาะกับอาหารเนื้อและชีสเข้มข้น

Rosé Champagne
มีสีชมพูดึงดูดจากการผสมไวน์แดงเล็กน้อยหรือหมักผิวองุ่น ให้รสชาติผลไม้แดงสดใส ดื่มสนุก และโรแมนติก เหมาะกับงานพิเศษอย่างวันครบรอบหรือดินเนอร์

วิธีการเก็บ ให้คงความซับซ้อน ของรสชาติไว้

การเก็บแชมเปญอย่างถูกวิธี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยคงความสด ฟองละเอียด และกลิ่นหอมซับซ้อนของไวน์ หากเก็บไม่ถูกต้องอาจทำให้รสชาติด้อยลงจนเสียคุณภาพได้ ต่อไปนี้คือแนวทางการเก็บแชมเปญที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ประสบการณ์การดื่มที่ดีที่สุด

1. เก็บในอุณหภูมิคงที่: แชมเปญควรถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิคงที่ ไม่ร้อนเกินไป และไม่เย็นเกินไป

  • อุณหภูมิที่เหมาะที่สุด: 10–12°C
  • หลีกเลี่ยงความร้อน: อุณหภูมิสูงทำให้ฟองลดลงและรสชาติเปลี่ยนเร็ว

2. หลีกเลี่ยงแสงแดดและแสงไฟแรงๆ: แชมเปญไวต่อแสง การโดนแสงแดดหรือไฟแรงจะทำให้เกิดกลิ่น “Lightstruck” คล้ายกลิ่นกำมะถัน

  • เก็บในที่มืดหรือในตู้ไวน์
  • ห้ามวางใกล้หน้าต่างหรือหลอดไฟฮาโลเจน

3. วางขวดในแนวราบ: การวางขวดแชมเปญในแนวราบช่วยให้จุกคอร์กชุ่มอยู่เสมอ

  • จุกที่แห้งอาจทำให้ลมรั่ว → ฟองลด คุณภาพตก
  • การวางแนวนอนเหมาะที่สุดสำหรับการบ่มระยะยาว
  • ถ้าดื่มในระยะเวลา 1–2 เดือน วางตั้งก็ได้ แต่ไม่แนะนำในระยะยาว

4. เก็บในที่มีความสั่นสะเทือนต่ำ: การสั่นสะเทือนทำให้ฟองเสียสมดุล และรบกวนการบ่มของไวน์

  • หลีกเลี่ยงการเก็บใกล้ลำโพง ตู้เย็นที่สั่น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก

5. ความชื้นควรอยู่ที่ 60–70%: ความชื้นที่เหมาะสมช่วยรักษาสภาพจุกให้ดี

  • ถ้าชื้นเกินไป → มีโอกาสเกิดเชื้อรา
  • ถ้าแห้งเกินไป → จุกหด ฟองหนีออกได้

6. ไม่ควรเก็บแชมเปญ ไว้นานเกินความจำเป็น: แชมเปญส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Non-Vintage (NV) ไม่ได้ออกแบบให้เก็บนานหลายปี

  • Non-Vintage (NV): ควรดื่มภายใน 1–3 ปี
  • Vintage Champagne: เก็บได้ยาวกว่า 5–10 ปี หรือมากกว่า
  • Prestige Cuvée: บางขวดเก็บได้ 15–20 ปี ขึ้นอยู่กับแบรนด์

สรุป เรื่องของ Champagne เครื่องดื่มฟองฟู่ ชั้นสูง

สรุป เรื่องของ Champagne ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับงานเฉลิมฉลอง แต่คือศิลปะและวัฒนธรรมที่สะท้อนความหรูหรา ความตั้งใจของผู้ผลิต และความสุขของผู้ดื่ม หากรู้จักเลือก เสิร์ฟ และจับคู่ให้ถูกวิธี คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ของแชมเปญ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

ควรเสิร์ฟ ที่อุณหภูมิเท่าไหร่ จึงจะได้ รสชาติที่ดีที่สุด?

อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเสิร์ฟ คือประมาณ 6–10°C เพราะจะช่วยให้ฟองละเอียดคงตัวและดึงกลิ่นหอมออกมาได้ชัดเจนที่สุด หากอุณหภูมิเย็นเกินไป รสชาติจะถูกกดทับและความซับซ้อนจะลดลง แต่หากอุ่นเกินไป ฟองจะจางเร็วและความหวานจะเด่นเกินจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้แช่ในตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง หรือแช่ถังน้ำแข็ง 20–30 นาทีเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนเสิร์ฟ

วิธีเปิดขวด ที่ถูกต้องและปลอดภัย ควรทำอย่างไร?

การเปิดขวดแชมเปญอย่างถูกต้อง และปลอดภัยควรเริ่มจากการคลายลวดรัด โดยยังคงจับจุกไว้ตลอดเพื่อป้องกันแรงดันดีดออก จากนั้นจับจุกให้มั่นและใช้มืออีกข้าง “หมุนขวด” ไม่ใช่หมุนจุก เพื่อลดแรงสะท้อน เมื่อแรงดันค่อยๆ ดันจุกออก ให้ปล่อยให้เปิดด้วยเสียงหึ่มเบาๆ แทนเสียงดังปัง วิธีนี้ช่วยรักษาฟองไม่ให้เสีย และปลอดภัยต่อผู้เสิร์ฟและคนรอบข้างมากที่สุด

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง