อยากรู้ไหม ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี

ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี

ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี เสียงดนตรีที่ไพเราะ ไม่ได้เกิดจากฝีมือผู้บรรเลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้สร้างเครื่องดนตรีด้วย อย่างเช่น ไม้โรสวูด, ไม้เมเปิ้ล และไม้สปรูซ ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมีคุณสมบัติส่งผ่าน และขยายเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ละชนิดของไม้ให้โทนเสียง และอารมณ์ที่แตกต่าง

  • คุณสมบัติของไม้ที่เหมาะกับการทำเครื่องดนตรี
  • ไม้ที่นิยมใช้ทำเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ
  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

คุณสมบัติของไม้ที่เหมาะกับการทำเครื่องดนตรี

  • ความหนาแน่นและความแข็งแรง: ช่วยให้เครื่องดนตรีคงรูป ไม่บิดงอ และสร้างเสียงที่มั่นคง
  • ความสามารถในการส่งผ่านและขยายเสียง: ไม้บางชนิดเช่น สปรูซ มีคุณสมบัติสะท้อนเสียงได้ดี จึงนิยมใช้ทำหน้าไวโอลิน และกีตาร์
  • ความทนทานต่อสภาพอากาศและการใช้งาน: ไม้ที่ทนต่อความชื้น และอุณหภูมิเช่น เมเปิ้ล เหมาะกับการใช้งานระยะยาว

พัฒนาการการใช้ไม้ในเครื่องดนตรี

  • ยุคโบราณ: เครื่องดนตรีพื้นบ้านมักใช้ไม้ท้องถิ่นเช่น ไม้ไผ่สำหรับทำขลุ่ย และไม้โอ๊คสำหรับทำกลอง
  • ยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 11–15): เครื่องสายเริ่มพัฒนา ช่างดนตรีเลือกไม้ที่ให้เสียงกังวานเช่น สปรูซและเมเปิ้ล
  • ยุคเรอเนสซองส์–บาโรก (คริสต์ศตวรรษที่ 16–18): ไวโอลินและฮาร์ปซิคอร์ดเฟื่องฟู ไม้เมเปิ้ลและโรสวูดถูกเลือกใช้ เพราะให้โทนเสียงอบอุ่น และชัดเจน
  • คริสต์ศตวรรษที่ 19: กีตาร์คลาสสิก และเปียโนพัฒนา ใช้ไม้หลากหลาย เพื่อสร้างโทนเสียงที่แตกต่างเช่น โรสวูดและมะฮอกกานี
  • คริสต์ศตวรรษที่ 20–ปัจจุบัน: มีการวิจัยคุณสมบัติไม้ และการใช้วัสดุทดแทนเช่น เบิร์ช ไม้สังเคราะห์ และคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อความยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ไม้ที่นิยมใช้ทำเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย

ไม้เมเปิ้ล (Maple): เมเปิ้ลเป็นไม้หลักที่ใช้ทำด้านหลัง และด้านข้างของไวโอลิน ด้วยความแข็งแรง และทนทานสูง จึงช่วยให้เครื่องดนตรีคงรูปได้ดี อีกทั้งยังให้เสียงที่ชัดเจน และสมดุล เหมาะกับเครื่องสายระดับมืออาชีพ ที่ต้องการโทนเสียงอบอุ่นและละเอียด (เมษายน 2016) [1]

ไม้สปรูซ (Spruce): สปรูซนิยมใช้ทำหน้าเครื่องสาย เช่น กีตาร์และไวโอลิน เพราะสะท้อนเสียงได้ดี ทำให้เสียงกังวาน โปร่งใส และมีพลัง คุณสมบัตินี้ทำให้สปรูซถูกเลือกใช้ ในเครื่องสายคลาสสิก ที่ต้องการความละเอียดอ่อน ของโทนเสียง

ไม้โรสวูด (Rosewood):โรสวูดมีความหนาแน่นสูง ให้โทนเสียงอบอุ่น ลึก และมีมิติ จึงมักใช้ทำกีตาร์คลาสสิก และกีตาร์โปร่ง เสียงที่ได้มีความนุ่มนวล และเข้มข้นทางอารมณ์ อีกทั้งยังมีความทนทานสูง เหมาะกับเครื่องดนตรี ที่ต้องการทั้งคุณภาพเสียง และความแข็งแรง

ไม้ที่นิยมสำหรับเครื่องเป่าลมไม้

ไม้แกรนาเดีย (Grenadilla) หรือ African Blackwood ต้นไม้ชนิดนี้สูงโดยทั่วไป 4–15 เมตร และอาจสูงถึง 20 เมตรเมื่อโตเต็มที่ การเจริญเติบโตช้า ใช้เวลาหลายสิบปี ลำต้นกว้างเฉลี่ย 30–40 เซนติเมตร เป็นไม้เนื้อแข็งที่นิยมใช้ทำคลาริเน็ต และโอโบ ให้เสียงเข้มและทรงพลัง เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ในเครื่องเป่าลมไม้ระดับมืออาชีพ (6 พฤศจิกายน 2024) [2]

ไม้บ็อกซ์วูด (Boxwood): บ็อกซ์วูดเคยเป็นไม้ยอดนิยม ในยุคบาโรก โดยเฉพาะสำหรับการทำฟลูต และรีคอร์เดอร์ เสียงที่ได้มีความนุ่มนวล อบอุ่น และเหมาะกับการบรรเลงในห้องเล็ก ๆ คุณสมบัติของบ็อกซ์วูด แม้จะไม่แข็งแรงเท่าแกรนาเดีย แต่ก็ให้โทนเสียงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

เครื่องเพอร์คัชชัน/กลอง

ไม้เมเปิ้ล (Maple): เป็นไม้ที่ใช้ทำกลอง มาตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จุดเด่นคือความแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนต่อแรงบีบอัด เมื่อนำมาทำตัวถังกลองจะให้เสียงที่สมดุล นุ่ม อุ่น และมีหางเสียงที่กลมกล่อม เหมาะกับการเล่นที่ต้องการความหลากหลายของโทนเสียงเช่น กลองรุ่น Yamaha Tour Custom และ Pearl Decade Maple ที่ใช้ไม้เมเปิ้ลเป็นหลัก

ไม้เบิร์ช (Birch): เบิร์ชเริ่มนิยมใช้ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นไม้เนื้อแข็งที่ให้เสียงสว่าง ชัดเจน และดุดัน จึงเหมาะกับการเล่นเพลงที่ต้องการพลังเช่น ร็อคหรือเมทัล กลองที่ทำจากเบิร์ช มักถูกเลือกใช้ในสตูดิโอ เพราะเสียงมีความคมชัด และตัดผ่านได้ดี ตัวอย่างเช่น Yamaha Stage Custom Hip และ Ludwig Element Birch

ไม้โอ๊ค (Oak): โอ๊คเป็นไม้ที่แข็งแรงและทนทานสูง ใช้ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการทำกลอง จุดเด่นคือให้เสียงหนักแน่น อบอุ่น และทรงพลัง สามารถตั้งเสียงได้ทั้งสูงและต่ำโดยยังคงความชัดเจน แม้ไม่พบใช้บ่อยเท่าเมเปิ้ลหรือเบิร์ช แต่กลองไม้โอ๊ค เช่น Ludwig Classic Oak ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มนักดนตรีที่ต้องการเสียงที่แข็งแรงและมีพลัง

ที่มา: ไม้ที่ใช้ทำกลองแตกต่างกันอย่างไร (6 กุมภาพันธ์ 2023) [3]

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี

การเลือกไม้ที่มาจากแหล่งปลูกอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ: เพราะช่วยลดการทำลายป่าไม้ธรรมชาติและรักษาทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไป อีกทั้งยังมีการศึกษาเรื่อง ไม้พันธุ์ใด ที่เบาที่สุด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเลือกไม้ที่เหมาะสมกับการทำเครื่องดนตรี โดยคำนึงถึงทั้งคุณภาพเสียง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า การผลิตเครื่องดนตรีจากไม้ธรรมชาติอาจมีผลต่อการใช้พลังงาน และการปล่อยคาร์บอน ดังนั้นการเลือกไม้ที่มีการรับรอง เช่น FSC (Forest Stewardship Council) จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบได้

ทางเลือกใหม่: วัสดุทดแทนและไม้สังเคราะห์ ปัจจุบันมีการพัฒนาไม้สังเคราะห์ และวัสดุทดแทน เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือคอมโพสิต ที่สามารถเลียนแบบคุณสมบัติของไม้จริงได้ ทั้งยังมีความทนทาน และช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

สรุป ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี เสียงจากธรรมชาติ

สรุป ไม้ชนิดใด นิยมใช้ทำเครื่องดนตรี เช่น ไม้เมเปิ้ล สปรูซ และโรสวูด นิยมใช้ทำเครื่องสาย ให้เสียงชัดเจน โปร่งใส และอบอุ่น เครื่องเป่าลมไม้เลือกใช้แกรนาเดียและบ็อกซ์วูด เพื่อสร้างโทนเสียงเข้มทรงพลังหรือนุ่มนวลอบอุ่น ส่วนเครื่องเพอร์คัชชันและกลองนิยมใช้เมเปิ้ล เบิร์ช และโอ๊ค เพื่อให้ได้เสียงตั้งแต่นุ่มสมดุลไปจนถึงหนักแน่นทรงพลัง

ไม้ชนิดใดให้เสียงดีที่สุดสำหรับการทำกีตาร์โปร่ง?

สำหรับกีตาร์โปร่ง ไม้ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ สปรูซ (Spruce) สำหรับหน้าไม้ เพราะให้เสียงโปร่งใส กังวาน และมีพลัง ส่วนด้านหลังและด้านข้างมักใช้ โรสวูด (Rosewood) เพื่อเพิ่มความอบอุ่น และความลึกของเสียง อีกทางเลือกคือ มะฮอกกานี (Mahogany) ซึ่งให้โทนเสียงอบอุ่น หนา และเหมาะกับสไตล์วินเทจ

ไม้เบิร์ชกับเมเปิ้ลต่างกันอย่างไรเมื่อใช้ทำกลองชุด? 

  • ไม้เบิร์ช (Birch) ให้เสียงสว่าง ชัดเจน และดุดัน จึงนิยมใช้ในกลองชุดสำหรับการบันทึกเสียงและแนวเพลงที่ต้องการพลังเช่น ร็อคหรือเมทัล 
  • ไม้เมเปิ้ล (Maple) ให้เสียงนุ่ม อบอุ่น และสมดุล มีหางเสียงกลมกล่อม เหมาะกับการเล่นที่ต้องการความหลากหลายของโทนเสียง 
  • สรุปคือ เบิร์ชเด่นด้านความคมชัดและพลังเสียง ส่วนเมเปิ้ลเด่นด้านความสมดุลและความอบอุ่นของโทนเสียง
Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน
Picture of OTP
OTP

แหล่งอ้างอิง