
ไอโซ โจ จอห์นสัน สัญลักษณ์ของบาสไอโซที่เคยโดนด่า
- Harry P
- 9 views

ไอโซ โจ จอห์นสัน บทความนี้จะพาไล่ดูเส้นทางของโจ จอห์นสัน (Joe Johnson) ในฐานะ “ศิลปินเกมเดี่ยว” ที่เกิดในยุคบอลไหล ชู้ตสามแต้ม แต่นิยามตัวเองด้วยการดวลตัวต่อตัว และตั้งคำถามชวนคิดว่า ในยุคที่ทุกอย่างถูกวัดด้วยค่าเฉลี่ย และกราฟ analytics ผู้เล่นแบบเขายังมีที่ยืนแบบไหนกันแน่
- โปรไฟล์ของโจ จอห์นสันโดยย่อ
- ภาพรวมไอโซ โจในเชิงแท็กติก
- บทบาทของโจ จอห์นสันในลีก BIG3
ทำไมชื่อไอโซ โจยังถูกค้นหาอยู่ในปี 2025
โจ มาร์คัส จอห์นสัน (Joe Marcus Johnson) เกิดวันที่ 29 มิถุนายน 1981 ที่ Little Rock, Arkansas ก่อนขึ้นมาเล่นให้ Arkansas Razorbacks สองฤดูกาล แล้วเข้าสู่ดราฟต์ปี 2001 และถูก Boston Celtics เลือกในอันดับ 10 ของรอบแรก เขาสูงราว 6 ฟุต 7 นิ้ว เล่นได้ทั้งชู้ตติ้งการ์ด และสมอลฟอร์เวิร์ด
เป็นสกอร์เรอร์ ที่ค่อยๆขยายบทบาทการสร้างเกมของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ใน NBA เขาลงเล่น 1,277 เกม มากกว่า 44,000 นาที ทำ 20,407 แต้ม เฉลี่ย 16.0 แต้ม 4.0 รีบาวด์ 3.9 แอสซิสต์ กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นไม่กี่คน ที่แต้มรวมทะลุ 20,000 คะแนน พร้อมตัวเลขรีบาวด์ และแอสซิสต์ระดับ 5,000 ครั้งขึ้นไป เขาติด All-Star 7 สมัย
และเคยมีชื่อติด All-NBA Third Team ในยุคที่ลีกรวมการ์ดระดับประวัติศาสตร์ไว้เต็มไปหมด แต่เมื่อคนส่วนใหญ่เสิร์ชชื่อเขาในวันนี้ สิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัว มักไม่ใช่ตัวเลขเหล่านี้ แต่อาจเป็นภาพการเลี้ยงหนึ่งสองจังหวะ แล้วดึงขึ้นซัด จบเกมด้วยมือเดียวของผู้ชายที่ถูกเรียกสั้นๆ ว่า “Iso Joe” มากกว่า (3 ธันวาคม 2025) [1]
จาก Razorbacks สู่บทบาทสตาร์ที่ทนทานที่สุด

เส้นทางของจอห์นสัน ไม่ได้พุ่งขึ้นแบบต้องแจ้งเกิดตั้งแต่วันแรก เขาเริ่มที่ Celtics แค่ครึ่งฤดูกาล ก่อนถูกเทรดไป Phoenix Suns และถูกใช้เป็นการ์ดสไตล์ 3&D จุดเปลี่ยนจริงๆ มาจากการย้ายไป Atlanta Hawks ด้วยดีล sign-and-trade ปี 2005 ที่ทำให้เขาได้ถือบอลเต็มตัว ฤดูกาลแรกกับ Hawks เขาเล่นเกิน 40 นาทีต่อเกม
ทำมากกว่า 20 แต้ม และ 6 แอสซิสต์ต่อคืน กลายเป็นศูนย์กลางเกมรุกของทีมทันที จากนั้น Hawks มอบสัญญา 6 ปี ราว 124 ล้านดอลลาร์ในปี 2010 ดันเขาขึ้นไปอยู่ในกลุ่มผู้เล่นค่าตัวสูงสุดของลีก ท่ามกลางตลาดเสรีที่มีชื่อระดับ เลอบรอน เจมส์, คริส บอช และ ดเวน เวด เต็มไปหมด
หลังยุค Hawks เขาย้ายไป Brooklyn Nets รับบทสกอร์หลัก และมือปิดเกม ก่อนเปลี่ยนบทบาทเป็นเวเทอแรนให้หลายๆทีม นาทีในสนามลดลงตามอายุ แต่ความน่าเชื่อถือในฐานะคนที่ “เอาบอลไปให้แล้วหาทางจบเพลย์ได้” ยังอยู่ครบ ในปี 2021 เขากลับไปเซ็นสัญญาระยะสั้นกับ Celtics และปิดลูปอาชีพอย่างเรียบง่ายแต่มีความหมาย
จบเกมด้วยมือเดียว ภาพจำ clutch ที่ใหญ่กว่าตัวเลข
ฉายาไอโซ โจมาจากรูปแบบเกมรุกที่ทีมสามารถ “เคลียร์ฝั่ง” แล้วปล่อยให้เขาเล่นหนึ่งต่อหนึ่ง หรือหนึ่งต่อสองได้แทบทุกครั้ง หนึ่งในเหตุผลที่ชื่อเขายังวนเวียนในไฮไลต์ YouTube และหน้าฟีดโซเชียล คือจำนวนช็อตปิดเกมที่เขาเคยทำได้ ช่วงปี 2010 แฟนๆรู้กันดีว่า ถ้าเวลาเหลือไม่กี่วินาที แล้วบอลถูกส่งไปหมายเลข 2 คุณแทบจะได้ลุ้นทุกครั้ง
มีการเก็บสถิติไว้ว่าจอห์นสัน ทำเกมวินเนอร์แบบ buzzer-beater ได้ถึง 8 ครั้งในอาชีพ ซึ่งมากพอจะทำให้ชื่อเขา ไปอยู่บนลิสต์เดียวกับบรรดาตัวปิดเกมระดับตำนาน หลายลูกเกิดในเสื้อ Nets ที่เขารับบอลแล้วยกขึ้นชู้ตเหนือมือประกบ โดยไม่ต้องมีเพลย์ซับซ้อนอะไรมากไปกว่า “ให้เขาหาพื้นที่ของตัวเอง”
ถ้าดูเฉพาะตัวเลข efficiency เขาอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มสุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงเวลาท้ายเกม แต่ในมุมของแฟนบาส ภาพของผู้เล่นที่ยืนตัวตรงนิ่งๆ ก่อนขยับหนึ่งถึงสองก้าวแล้วซัดจบเกม เป็น narrative ที่ฝังลึกกว่าค่าเปอร์เซ็นต์ และนั่นทำให้คำว่าไอโซ โจกลายเป็นแบรนด์ของจังหวะปิดเกมไปโดยปริยาย (6 พฤศจิกายน 2021) [2]
สัญญา 124 ล้าน และคำว่า “Overpaid”
แน่นอนว่าพอพูดถึงโจ จอห์นสันในมุมวิจารณ์ สิ่งที่หนีไม่พ้นคือสัญญา 6 ปี มูลค่าราว 123.7 ล้านดอลลาร์กับ Hawks ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่น ที่ค่าตัวสูงสุดของลีกในตอนนั้น ท่ามกลางความคาดหวังว่าทีม จะต้องก้าวขึ้นไปเป็น contender ระดับแถวหน้าของฝั่งตะวันออก เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีเสียงวิจารณ์จำนวนไม่น้อย
มองว่านั่นคือหนึ่งในสัญญาที่ “overpaid” เพราะ Hawks ไม่เคยพาทีมไปถึงรอบชิง และสไตล์เกมที่เน้น isolation ถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับยุคที่ค่าความคุ้มค่า (efficiency) ถูกวัดด้วยตัวเลขทุกมุมมอง แต่ถ้าลองมองจากอีกด้าน เขาคือคนที่ต้องแบก usage สูงมาก เป็นทั้งคนเริ่มเพลย์ และจบเพลย์ ในทีมที่ไม่มีซูเปอร์สตาร์ดังมาช่วยแบ่งเบา
เมื่อผู้เล่นคนหนึ่งถูกตั้งราคาไว้สูงกว่าภาพลักษณ์ในสายตาแฟน ความคาดหวังจึงพุ่งสูง จนบางครั้งกลบผลงานที่แท้จริงไป บทเรียนสำหรับคนดูยุค analytics อาจไม่ใช่การตัดสินว่าสัญญานั้น “ผิด” หรือ “ถูก” แบบขาวดำ แต่คือการชั่งน้ำหนักระหว่างตัวเลขใน cap sheet กับบริบทของทีม และบทบาทที่ผู้เล่นถูกขอให้ทำในเวลานั้นๆมากกว่า
จากสตาร์เงียบๆ สู่ GOAT อย่างเปิดเผย

หลังจากหลุดจากวงโคจร NBA ไปแล้ว หลายคนอาจคิดว่าเรื่องราวของจอห์นสัน น่าจะจบลงแค่การเป็นเวเทอแรนในความทรงจำ แต่ในปี 2019 เขาตัดสินใจไปเล่นในลีก BIG3 และนั่นกลายเป็นเวทีที่ทำให้ความเป็น “Iso Joe” ถูกขยายเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เขาเข้าร่วมทีม Triplets ในฐานะกัปตัน และในฤดูกาลแรกก็พาทีมคว้าแชมป์ BIG3
พร้อมคว้ารางวัล MVP ของลีกทันที จากนั้นในปี 2021 เขากลับมาคว้า MVP อีกครั้งด้วยตัวเลขเฉลี่ยมากกว่า 20 แต้มต่อเกม พร้อมรีบาวด์ และแอสซิสต์ระดับสองหลักในบางสถิติ ก่อนจะเดินหน้าหยิบ MVP สมัยที่สามในปี 2023 จนเจ้าของลีก และสื่อจำนวนมาก เรียกเขาตรงๆว่าเป็น “GOAT ของ BIG3” (27 กันยายน 2023) [3]
ในสนาม 3 ต่อ 3 เกมเดี่ยวไม่ใช่ของต้องห้าม แต่เป็นแกนกลางของแท็กติก การอ่าน mismatch คนเดียว การใช้พื้นที่ไม่กี่ก้าวสร้าง separation คือทักษะที่ถูกขยายมูลค่าอย่างเต็มที่ พูดแบบง่ายๆคือ สกิลที่เคยถูกมองว่าทำให้ทีมใน NBA ดูช้า และตัน กลับกลายเป็นอาวุธที่ทำให้เขาไร้เทียมทานใน BIG3
เมื่อเกมเดี่ยวไม่ใช่ข้ออ้าง แต่คือความรับผิดชอบ
สำหรับแฟนบาส และคนเล่นเกมเอง จอห์นสันให้บทเรียนที่น่าสนใจหลายข้อ เกมเดี่ยวในแบบของเขา ไม่ใช่การเลี้ยงบังคับช็อตอย่างดื้อๆ แต่คือผลลัพธ์ของการอ่านเกม การฝึก footwork จนมั่นใจว่าขยับหนึ่งก้าว แล้วมีอะไรให้ทำต่อ และการรู้ว่าตัวเองควรจะจบเพลย์เมื่อไหร่ มากกว่าจะยืดทุกเพลย์ให้กลายเป็นไฮไลต์ส่วนตัว
สำหรับโค้ช การมีผู้เล่นแบบจอห์นสันในทีม ทำให้เห็นว่าคุณต้องออกแบบ spacing และบทบาทเพื่อนร่วมทีมอย่างไร เพื่อให้เกมเดี่ยวของเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่จุดที่ระบบหยุดเดิน ทุกครั้งที่ทีมเคลียร์ฝั่งให้เขาเล่นหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อนอีกสี่คนต้องมีหน้าที่ชัดเจนว่าจะดึงตัวประกบไปตรงไหน จะพร้อมรับบอลคืนอย่างไร ไม่ใช่ยืนดูเฉยๆ
สำหรับคนที่มองตัวเองผ่านเลนส์การทำงาน หรือชีวิตจริง เรื่องราวของจอห์นสัน ก็ชวนให้ตั้งคำถามคล้ายกันว่า เราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยตัวเลขในสัญญา หรือด้วยสิ่งที่เราสร้างให้ทีมมากน้อยแค่ไหน บางครั้งคุณอาจไม่ได้เป็นชื่อแรกที่ถูกพูดถึง แต่ถ้าทุกครั้งที่เกมกำลังจะปิด ใครๆก็หันมาหาคุณ นั่นอาจเป็นคำตอบในตัวมันเองแล้ว
บทสรุป ผู้เล่นที่ไม่ดัง แต่ยังอยู่ในทุกไฮไลต์ท้ายควอเตอร์
สุดท้าย ไอโซ โจ จอห์นสัน อาจไม่ใช่ชื่อที่ถูกวางไว้หิ้งเดียวกับซูเปอร์สตาร์ระดับประวัติศาสตร์ของ NBA แต่เมื่อมองย้อนไป เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีเส้นทางอาชีพยาวนาน ทนทาน และมีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่บทบาทสตาร์ของ Hawks, มือปิดเกมของ Nets ไปจนถึงการเป็น GOAT ของ BIG3 ในยุคที่หลายคนเลิกเล่นไปแล้ว
ทำไมโจ จอห์นสันถึงได้ฉายาไอโซ โจ ?
เพราะทีมสามารถเคลียร์ฝั่งให้เขา เล่นหนึ่งต่อหนึ่งได้แทบทุกครั้ง โดยเฉพาะปลายควอเตอร์ เขาใช้ mid-post, footwork และจังหวะที่นิ่งในการสร้างช็อตของตัวเอง จนกลายเป็นภาพจำของแฟนบาส จังหวะแบบนี้ทำให้โค้ช และเพื่อนร่วมทีมรู้ได้ทันทีว่า ถ้าต้องการเพลย์ที่เรียบแต่ได้ผล บอลควรไปอยู่ในมือเขา
สุดท้ายแล้วจอห์นสัน “overpaid” จริงไหม ?
สัญญา 6 ปี ราว 124 ล้านกับฮอกส์ ดูหนักเมื่อเทียบกับผลงานเพลย์ออฟ แต่ถ้ามองจากบทบาทที่ต้องแบก usage สูง และเป็นทั้งคนเริ่ม คนจบเพลย์แทบทุกครั้ง ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมทีมยอมจ่าย ราคาอาจเกินกว่าที่แฟนคาดหวัง แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้เล่นไร้ประโยชน์อย่างที่โดนด่า
- Tags: กีฬา


