
The Next Jordan คำที่กลายเป็นภาระมากกว่าพรสวรรค์
- Harry P
- 2 views

The Next Jordan ถ้าย้อนกลับไปช่วงไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่น ช่องว่างที่เขาทิ้งไว้ไม่ได้มีแค่ในสนาม แต่คือช่องว่างทางการตลาดของทั้ง NBA ใครจะเป็นหน้าใหม่ของลีก ใครจะขายเสื้อ ขายรองเท้า ขายความหวังให้คนทั้งโลกได้เหมือนเดิม ในบรรดาชื่อที่ถูกผลักให้เข้าไปยืนในจุดนั้น แกรนต์ ฮิลล์ (Grant Hill) คือหนึ่งในคนที่ถูกติดป้ายแรงที่สุด
- คำนิยามที่เป็นแรงกดดันตลอดอาชีพของแกรนต์ ฮิลล์
- จุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพของฮิลล์
- บทบาทของแกรนต์ ฮิลล์หลังเลิกเล่นบาส
ทำไมลีกถึงรีบปั้นแกรนต์ ฮิลล์ให้เป็นจอร์แดนคนใหม่
แกรนต์ ฮิลล์ออกมาจาก Duke ในภาพของฟอร์เวิร์ด ที่ทำได้แทบทุกอย่างในสนาม ตัวสูง คล่องตัว รับรู้เกมดี เก็บรีบาวด์ได้ จ่ายบอลเก่ง และมีความสุภาพจริงจัง แบบที่แบรนด์ต่างๆรอคอย เขาไม่ใช่คนที่เล่นบ้าเลือด แต่เป็นคนที่ทำให้เกมไหลลื่น โดยแทบไม่ต้องยกมือขอเครดิต พอเข้าสู่ NBA ในปี 1994 กับดีทรอยต์ พิสตันส์
ในฐานะดราฟต์อันดับ 3 เขากลายเป็นทุกอย่างของทีมแทบจะทันที ทำแต้ม รีบาวด์ แอสซิสต์ รับภาระเกมรุก-รับ แถมยังได้รับความนิยมจากแฟนๆ ระดับโหวตออลสตาร์ แซงหน้าซูเปอร์สตาร์รุ่นพี่ นั่นทำให้สื่อ และลีกมองเห็น “แพ็กเกจครบ” ที่จะต่อยอด ต่อจากยุคจอร์แดนได้อย่างสวยงาม (14 มิถุนายน 2025) [1]
ซูเปอร์สตาร์ NBA ที่ถูกเร่งให้โตเร็วกว่าปีเกิด
ปัญหาคือ ความคาดหวังทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่ร่างกาย และช่วงเวลาพัฒนาอาชีพจะตามทัน ในดีทรอยต์ พิสตันส์ ฮิลล์ถูกใช้ในฐานะผู้เล่นที่ “ต้องทำทุกอย่าง” ตั้งแต่อายุยังยี่สิบต้นๆ เกมจำนวนมากถูกวางระบบ ให้ลูกอยู่ในมือเขาเสมอ ทั้งการเริ่มเพลย์ การปิดสกอร์ ไปจนถึงการกู้สถานการณ์ตอนทีมกำลังเป๋
เขาทำสถิติระดับใกล้เคียง MVP ได้ตั้งแต่ช่วงปีที่สอง ปีที่สามในลีก คะแนนเฉลี่ยระดับ 20 แต้ม ประกอบกับรีบาวด์ และแอสซิสต์ที่แตะเกือบดับเบิล-ดับเบิล ในยุคที่ฟอร์เวิร์ดยังไม่ถูกใช้เป็น “ตัวเริ่มเกม” มากเท่าปัจจุบัน สิ่งนี้ทำให้หลายคนมองเขา เป็นร่างผสมระหว่างจอร์แดน กับสก็อตตี้ พิพเพน ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense
เขาทำได้ดีทั้งเกมรับ เกมรุก และการแบกภาระทั้งทีม แต่ในอีกมุมหนึ่ง การถูกใช้หนักขนาดนั้น ตั้งแต่อายุยังน้อย คือการเผาผลาญร่างกาย ก่อนเวลาที่ควรจะเป็น นักกีฬาที่เพิ่งเข้าลีกไม่กี่ปี ถูกมอง และถูกใช้งานเหมือนซูเปอร์สตาร์วัย 28-29 ที่ผ่านศึกมาแล้วนับไม่ถ้วน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่แท้จริง
จุดที่พรสวรรค์ของแกรนต์ ฮิลล์เริ่มแพ้ให้กับร่างกาย

การย้ายไปออร์แลนโด แมจิก ในช่วงซัมเมอร์ปี 2000 ถูกมองว่าเป็นโอกาสใหม่ของฮิลล์ การจับคู่กับ Tracy McGrady ในจินตนาการของแฟนบาส นี่อาจเป็นดูโอปีกที่โหดที่สุดยุคนั้น ทั้งคู่สามารถสร้างเกมเองได้ ทั้งจากวงนอก และวงใน และน่าจะพาแมจิก กลับมาท้าทายทีมใหญ่ได้ในระยะยาว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ร่างกายของแกรนต์ ฮิลล์เริ่มส่งเสียงดังกว่าพรสวรรค์ ข้อเท้าที่บาดเจ็บ ถูกฝืนใช้ซ้ำๆ การผ่าตัด และการพักยาว กลายเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาล มากกว่าการลงเล่นต่อเนื่อง ความฝันที่จะเห็นเขาเติบโต สู่ระดับ MVP ค่อยๆแหลกช้าๆ ไม่ใช่เพราะใจเขาไม่สู้ แต่เพราะร่างกายไม่ยอม (8 ธันวาคม 2025) [2]
ที่สำคัญ ฮิลล์คือหนึ่งในตัวอย่างของยุค ที่ความรู้ด้านเวชศาสตร์กีฬา และการจัดการโหลดร่างกาย ยังไม่ล้ำเหมือนปัจจุบัน การฝืนเล่นเพื่อทีม เพื่อสัญญา เพื่อคำว่า “แข็งแกร่ง” ถูกมองเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆแล้ว คือการแลกอนาคตกับภาพลักษณ์ระยะสั้น และหลายกรณี ก็กลายเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังใช้ทบทวน
สิ่งที่แกรนต์ ฮิลล์เสียไป และสิ่งที่เขารักษาไว้ได้
หลายคนรู้จักแกรนต์ ฮิลล์ในฐานะดาวรุ่งดีทรอยต์ หรือซูเปอร์สตาร์ ที่ถูกอาการบาดเจ็บพรากอนาคตตอนอยู่แมจิก แต่มีคนไม่มากนัก ที่ให้ค่ากับช่วงเวลาของเขา ในช่วงปี 2007-2012 กับฟีนิกซ์ ซันส์ ที่นั่นฮิลล์ไม่ได้เป็น “เจ้าของทีม” หรือตัวแบกทุกการครองบอลอีกต่อไป เขาปรับตัวเอง ให้กลายเป็นฟอร์เวิร์ดมากประสบการณ์ ที่เล่นในระบบ
เน้นเกมรับ การตัดสินใจที่ฉลาด การเคลื่อนที่โดยไม่ต้องถือบอล และเป็นเสียงที่มีน้ำหนักในห้องแต่งตัว นี่คือจุดที่ทำให้เห็นอีกด้านของคำว่าจอร์แดนคนต่อไป เขาอาจไม่เคยไปแตะเพดาน ในแบบเดียวกับจอร์แดน แต่เขาเลือกนิยามความสำเร็จใหม่ ด้วยการยอมถอยจากการเป็นพระเอกเดี่ยว
แล้วเข้ามาเติมเต็มทีม ในฐานะชิ้นส่วน ที่ทำให้ระบบทั้งทีมเดินได้ดีขึ้น การยอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป แต่ยังสามารถเป็นประโยชน์ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับนักกีฬาที่เคยถูกยกให้เป็นอนาคตของลีกมาก่อน การต้องกล้าปล่อยมือ จากภาพลักษณ์เดิมที่แฟนบาสจดจำ แล้วเลือกโอบรับบทบาทใหม่ที่เงียบกว่า แต่สำคัญกับทีมไม่แพ้กัน
จากตัวความหวังในสนาม สู่คนทำงานเบื้องหลังระบบ

หลังประกาศรีไทร์ในปี 2013 ฮิลล์ไม่ได้หายไปจากวงการ เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่ยาว และลึกกว่าเดิม ทั้งในมุมผู้บริหาร ทีมงานบาสทีมชาติ สื่อ และธุรกิจ เขากลายเป็นหนึ่งในอดีตผู้เล่น ที่เข้าไปอยู่ในระดับ “โครงสร้าง” ของวงการกีฬา ไม่ใช่แค่คนมาพูดถึงความหลังในรายการทีวี
การเข้าไปมีส่วนในกลุ่มเจ้าของทีม การทำงานกับองค์กรบาสเกตบอลระดับชาติ รวมถึงบทบาทในสื่อด้านกีฬา สะท้อนว่าฮิลล์มองบาสไม่ใช่แค่เกม 48 นาที แต่คือระบบใหญ่ที่เปลี่ยนโอกาสของผู้เล่น แฟนกีฬา และชุมชนได้ เขาเปลี่ยนจากคนที่ถูกระบบใช้ ให้กลายเป็นคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ์ออกแบบระบบในยุคต่อมา (25 เมษายน 2015) [3]
ในอีกด้านคือฮิลล์ และครอบครัวยังทำงานด้านมูลนิธิ การศึกษา และชุมชนต่อเนื่อง ใช้ชื่อเสียง และประสบการณ์ของตัวเอง ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ ทั้งในรูปแบบทุนการศึกษา กิจกรรมเยาวชน และโครงการที่ผูกกับชุมชน มากกว่าจะเก็บความสำเร็จ ไว้เป็นเกียรติประวัติของตัวเองคนเดียว
ฮิลล์สอนอะไรเรา ในฐานะแฟนบาส และคนทำงานยุคนี้
- อย่าตัดสินคุณค่าของคน จากการไปไม่ถึงความคาดหวังของคนอื่น – ฮิลล์ไม่ได้ไปถึงระดับตำนานแบบจอร์แดน แต่สิ่งที่เขาทำในสนาม บวกกับงานหลังเลิกเล่น ล้วนบอกว่าเขา “สำเร็จ” ในแบบของตัวเอง
- ร่างกายคือทรัพยากร ไม่ใช่ของที่เสียได้แล้วค่อยหาของใหม่ – เคสของฮิลล์คือบทเรียนสำคัญ เรื่องการจัดการอาการบาดเจ็บ การฝืน การเร่งรีเทิร์น และความเข้าใจผิด เกี่ยวกับความถึกของนักกีฬา ซึ่งปัจจุบันหลายทีมเริ่มใส่ใจ เรื่องโหลดร่างกายมากขึ้น ก็เพราะประวัติแบบนี้ของคนรุ่นก่อน
- การยอมรับว่าตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าแพ้ – จากซูเปอร์สตาร์ที่เคยมีลุ้น MVP สู่บทบาทรุ่นใหญ่ช่วยทีม จากผู้เล่นในสนามสู่ผู้บริหาร และเจ้าของทีม เส้นทางของฮิลล์ คือภาพชัดเจนของคนที่ไม่ดันทุรังยึดติดกับ “เวอร์ชันที่ดีที่สุดในอดีต”
- ความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องจบด้วยรูปหล่อชูถ้วยเสมอไป – สำหรับบางคน ความสำเร็จคือการทำให้ทีมคว้าแชมป์ สำหรับบางคน คือการมีสถิติยาวเป็นหางว่าว แต่สำหรับคนอย่างฮิลล์ ความสำเร็จอาจอยู่ที่การรอดชีวิต จากแรงกดดันมหาศาล และยังยืนอยู่ในวงการด้วยความน่าเชื่อถือ จนถึงทุกวันนี้
สุดท้ายแล้ว จอร์แดนคนต่อไปอาจไม่เคยมีอยู่จริง
เราจึงสรุปได้ว่า The Next Jordan เป็นเพียงฉลากที่เราเอาไปแปะบนคนคนหนึ่ง เพื่อหวังจะใช้กรอบเดิม อธิบายโลกที่เปลี่ยนไป แต่กรอบนี้ไม่เคยยุติธรรมกับใครเลย ทั้งกับคนที่ถูกเปรียบเทียบ และกับตำนานต้นฉบับเอง และฮิลล์ก็คือคนที่เดินผ่านฉลากนั้นไป พร้อมทิ้งบทเรียนให้ทั้งลีก และแฟนบาสได้ทบทวนว่า การเป็นตำนาน มีได้หลายแบบ
ฮิลล์เก่งระดับไมเคิล จอร์แดนจริงไหม ?
ไม่ใช่ในแง่ความสำเร็จ และสถานะทางประวัติศาสตร์ เพราะจอร์แดนคือระดับตำนานสูงสุดของลีก แต่ในมุม “ศักยภาพช่วงพีค” ฮิลล์เคยเล่นได้ในระดับลุ้น MVP เป็นฟอร์เวิร์ดที่ครบเครื่อง จนหลายคนรู้สึกว่า ถ้าใครจะถูกปั้นเป็นหน้าใหม่ของลีกหลังยุคจอร์แดน เขาคือหนึ่งในตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
ถ้าแกรนต์ ฮิลล์ไม่เจ็บ เขาน่าจะไปไกลแค่ไหน ?
เราไม่มีวันรู้คำตอบที่แน่นอน แต่อ้างอิงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในดีทรอยต์ พิสตันส์ เขามีโอกาสสูงมาก ที่จะกลายเป็นผู้ท้าชิงรางวัลใหญ่ของลีกต่อเนื่อง รวมถึงอาจพาทีมเข้าชิง หรือคว้าแชมป์ได้สักครั้ง แต่ประเด็นสำคัญคือ เรื่องของฮิลล์ไม่ใช่แค่ “น่าเสียดายถ้าไม่เจ็บ” แต่อยู่ที่ว่า ระบบยุคนั้นจัดการร่างกายของเขายังไม่ดีพอด้วย
- Tags: กีฬา


