
พลังงาน ความสม่ำเสมอ คุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ในทุกยุค
- Harry P
- 11 views

พลังงาน ความสม่ำเสมอ คำที่อาจฟังดูธรรมดาในยุคนี้ แต่ชีวิต และสไตล์การเล่นของจอห์น ฮาฟลิเซคแสดงให้เห็นชัดว่า คุณสมบัติของสองคำนี้ สามารถสร้างตำนานได้โดยไม่ต้องตะโกน บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เล่าประวัติ แต่จะชวนมองว่าพลังงานความสม่ำเสมอ ยังใช้ได้กับ NBA ยุคปัจจุบัน และกับชีวิตของเราเองอย่างไรบ้าง
- โปรไฟล์พื้นฐานของจอห์น ฮาฟลิเซคโดยย่อ
- ช็อตที่กลายเป็นตำนานของฮาฟลิเซค
- ข้อเท็จจริงจากด้านที่จอห์น ฮาฟลิเซคถูกวิจารณ์
ภาพรวมจากโอไฮโอ สู่สะพานเชื่อมสองยุคของเซลติกส์
พลังงาน ความสม่ำเสมอ จอห์น โจเซฟ ฮาฟลิเซค (John Joseph Havlicek) เกิดวันที่ 8 เมษายน 1940 ที่ Martins Ferry รัฐโอไฮโอ ในครอบครัวผู้อพยพ ที่เปิดร้านโชห่วยเล็กๆ ที่ต้องทำงานกันทั้งบ้าน ภาพของเด็กที่โตมากับการช่วยงานร้าน การยกของ การยืนทั้งวัน กลายเป็นพื้นฐานของความอึด และความรับผิดชอบ ที่เขาพกเข้าไปในสนามบาสโดยไม่รู้ตัว
ช่วงมหาวิทยาลัยเขาเล่นให้ Ohio State Buckeyes ระหว่างปี 1959-1962 อยู่ในทีมแชมป์ NCAA ปี 1960 ร่วมกับ Jerry Lucas และ Bob Knight ก่อนจะถูก Boston Celtics ดราฟต์ในปี 1962 และใช้เวลาทั้งอาชีพ 16 ฤดูกาลอยู่กับทีมเดียว จนแขวนรองเท้าในปี 1978
ในยุคที่ Celtics ครอง NBA ทั้งทศวรรษ 1960s และยังกลับมาคว้าแชมป์อีกในยุค 1970s ฮาฟลิเซคคือหนึ่งในเสาหลัก เขาคว้าแชมป์รวม 8 สมัย และที่สำคัญคือมีสถิติ 8-0 เมื่อเข้าสู่ NBA Finals ไปถึงรอบสุดท้ายกี่ครั้ง ก็ปิดจบด้วยแหวนทุกครั้ง (31 ตุลาคม 2025) [1]
พลังงานที่ไม่เคยพัก สไตล์การเล่นแบบวิ่งทั้งเกม

สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกันเมื่อเอ่ยชื่อจอห์น ฮาฟลิเซคไม่ใช่แค่คำว่า “แต้มเยอะ” หรือ “ชู้ตแม่น” แต่คือคำว่า stamina และ hustle ความอึด และความขยันที่เหมือนจะไม่มีขีดจำกัด คำอธิบายจาก Hall of Fame บอกชัดว่าจุดเด่นของเขา คือการวิ่งไม่มีหยุดทั้งเกม รับ-รุก จนกลายเป็นสไตล์ประจำตัว วิ่งวนรอบสกรีน เหมือนแบตเตอรี่ที่ไม่มีหมด
ในยุคที่การเปลี่ยนตัวไม่ยืดหยุ่นเท่าปัจจุบัน การมีผู้เล่นปีกความสูงราว 6 ฟุต 5 นิ้ว ที่สามารถเล่นได้ทั้งการ์ด และฟอร์เวิร์ด ลงสนามยาวๆ พร้อมพลังงานระดับนี้ กลายเป็นอาวุธสำคัญของเซลติกส์อย่างแท้จริง เขาไม่ใช่สตาร์ที่ยืนเฉยๆ รอบอล แต่คือคนที่ “วิ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคน” ทั้งเพื่อนร่วมทีม และตัวเอง
ความสม่ำเสมอในตัวเลข 16 ฤดูกาลที่ 1,000+ แต้ม
คำว่า “ความสม่ำเสมอ” มักโดนใช้พร่ำเพรื่อ แต่ในกรณีของจอห์น ฮาฟลิเซคมันถูกแปลงเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน เขาคือผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ NBA ที่ทำคะแนนเกิน 1,000 แต้มติดต่อกัน 16 ฤดูกาล ระหว่างปี 1963-1978 โดยไม่พลาดแม้แต่ปีเดียว ในยุคที่โปรแกรมเดินทางยากกว่า การดูแลร่างกายยังไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน
การรักษาระดับผลงานให้ได้คะแนนระดับ “หลักพัน” ทุกซีซันคือหลักฐานชัดเจนของวินัย การดูแลร่างกาย และความพร้อมทางจิตใจในระยะยาว ตัวเลข 26,395 แต้มที่เขาทำได้เมื่อรีไทร์ เคยพาเขาขึ้นไปอยู่ในกลุ่มท็อปของลีก และยังทำให้เขาถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ “ไม่ได้ถูกสร้างรอบการทำแต้มล้วนๆ”
แต่ยังแบ่งพลังไปช่วยรีบาวด์ และสร้างสรรค์เกมให้เพื่อนร่วมทีมด้วย ถ้ามองในมุมของคนทำงานทั่วไป ฮาฟลิเซคคือภาพแทนของคนที่ “ทำดีได้ทุกวัน” ไม่ใช่คนที่มีวันพีคไม่กี่วันแล้วหายไป เขาไม่ได้มีซีซันที่ระเบิด 35 แต้มเฉลี่ยทั้งปี แต่เขามี 16 ปีที่ทีมไว้ใจได้ว่า เขาจะทำหน้าที่ในระดับสูงนี้อย่างสม่ำเสมอ (14 กันยายน 2021) [2]
“Havlicek stole the ball” พลังในจังหวะเดียวที่โลกจำ

แม้ความยิ่งใหญ่ของฮาฟลิเซคจะมาจาก “ระยะยาว” แต่โมเมนต์ที่โลกจำที่สุดกลับเป็นจังหวะสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีในปี 1965 Game 7 รอบชิงแชมป์สาย Eastern Division ระหว่างเซลติกส์ กับ Philadelphia 76ers ตอนนั้นเซลติกส์นำ 110-109 เหลือเวลาเพียงไม่กี่วินาที บอลเป็นของ Sixers เต็มๆ
ถ้าพวกเขาทำแต้มได้เซลติกส์ก็ตกรอบทันที แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็กลายเป็นหนึ่งในช็อตประวัติศาสตร์ของลีก Hal Greer กำลังทุ่มบอล ฮาฟลิเซคยืนหันหลังให้คนทุ่ม ทำท่าเหมือนแค่กันทาง Chet Walker แต่ในจังหวะบอลลอยเข้า เขากลับหมุนตัวพุ่งขึ้นไปตัดบอลด้วยมือขวา แล้วปัดให้ Sam Jones เก็บไปถ่วงเวลาจนหมดเกม
จังหวะนั้นมาพร้อมเสียงบรรยายคลาสสิกของ Johnny Most ที่ตะโกนว่า “Havlicek steals it Havlicek stole the ball It’s all over” ซึ่งภายหลังถูกยกให้เป็นหนึ่งในคอลเพลย์ออฟ ที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์บาสเกตบอล เบื้องหลังไฮไลต์ 5 วินาทีนี้คือสิ่งที่ฮาฟลิเซคทำมาตลอดทั้งเกม และทั้งอาชีพ (15 เมษายน 2025) [3]
จาก Sixth Man สู่กัปตันทีม ภาระที่หนักขึ้นแต่พลังไม่ลดลง
ในช่วงต้นอาชีพ ฮาฟลิเซคถูกมองว่าเป็น “sixth man” ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ NBA ผู้ทำให้จังหวะเกมเปลี่ยน ด้วยพลังงาน และความยืดหยุ่นในการเล่นได้หลายตำแหน่ง บทบาทนี้ทำให้เขาเข้าใจดีว่าหน้าที่ของเขา ไม่ใช่แค่ทำแต้ม แต่คือการเติมเชื้อไฟให้ทั้งทีม
เมื่อทีมเปลี่ยนผ่านจากยุคบิล รัสเซล เข้าสู่ยุคใหม่ ฮาฟลิเซคค่อยๆก้าวจากตัวหมุนสำคัญ กลายเป็นตัวหลัก และกัปตันทีมอย่างเต็มตัว ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960s จนถึงปลายอาชีพ เขาพาเซลติกส์คว้าแชมป์อีกสองสมัยในปี 1974 และ 1976 โดยในปี 1974 เขาคว้า Finals MVP
จากการกดเกือบ 30 แต้มต่อเกมในซีรีส์กับ Milwaukee Bucks สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้บทบาทจะหนักขึ้น แต่สไตล์ของฮาฟลิเซคไม่เคยเปลี่ยน เขายังวิ่ง ยังไล่บีบ ยังเล่นสองทางเต็มที่เหมือนเดิม แค่เพิ่มมิติของการเป็นผู้นำ การดึงเพื่อนร่วมทีมให้เล่นตามมาตรฐานเดียวกัน และการรับน้ำหนักเกมในช่วงเวลาชี้ขาดมากขึ้นเท่านั้น
มุมที่ฮาฟลิเซคถูกตั้งคำถาม และข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ
การพูดถึงฮาฟลิเซคแบบเป็นธรรม ต้องยอมรับว่ามีบางมุม ที่ทำให้เขาไม่ค่อยถูกยกขึ้นมาพูดถึงในวงกว้าง เท่าตำนานระดับท็อปบางคน
- ยุคสมัย และบริบทการแข่งขัน
เขาเล่นในยุคที่จำนวนทีมยังไม่มาก ระบบเพลย์ออฟต่างจากปัจจุบัน บางเสียงจึงวิจารณ์ว่า ตัวเลข และจำนวนแหวนของเขา อาจดูดีกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับความยากในยุคหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง นั่นก็เป็นยุคที่การปะทะทางกายภาพดุเดือดกว่าปัจจุบัน การรักษาระดับได้ยาวนานก็ยิ่งสะท้อนวินัย - ไม่ใช่สตาร์ที่ “ขายง่าย” ในสายตาสื่อ
ฮาฟลิเซคไม่ใช่คนที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นแบบ entertainer เขาไม่ค่อยมีคำพูดแรงๆ ไม่ค่อยมีดราม่านอกสนาม ชีวิตส่วนตัวค่อนข้างสงบ เรียบง่าย เป็นสามี และคุณพ่อที่ทุ่มเท ซึ่งในโลกของข่าวกีฬา ยุคไหนก็แล้วแต่ เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยถูกหยิบไปทำพาดหัวใหญ่ เท่าคาร์แรคเตอร์สุดโต่ง - สไตล์การเล่นที่ไม่หวือหวา แต่ใช้พลังเยอะมาก
เขาไม่ได้มีซิกเนเจอร์สกิลที่ภาพจำชัดแบบ Skyhook ของคารีม อับดุล-จับบาร์ หรือ Finger Roll ของจอร์จ เกอร์วิน แม้จะมีโมเมนต์ช็อตที่เป็นตำนาน แต่โดยรวมแล้วจุดเด่นคือการวิ่ง และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งในสายตาคนดูบางกลุ่มอาจรู้สึกว่า “ไม่เด่นพอ”
บทสรุป พลังงาน ความสม่ำเสมอ พลังที่ไม่ดังแต่ไม่เคยดับ
สุดท้ายแล้ว พลังงาน ความสม่ำเสมอ “จอห์น ฮาฟลิเซค” อาจไม่ใช่ชื่อแรกที่ถูกพูดถึงในวงสนทนาเรื่อง “ใครคือตำนานสูงสุดของ NBA” แต่ถ้าวัดกันที่ “พลังงานความสม่ำเสมอ” เขาคือหนึ่งในต้นแบบที่ชัดที่สุดในประวัติศาสตร์ลีก ทั้งในฐานะ sixth man, ตัวหลัก, กัปตันทีม, และเสาหลัก ที่เชื่อมยุคทองของเซลติกส์สองยุคเข้าด้วยกัน
ฮาฟลิเซคเป็นผู้เล่นประเภทไหน ในมุมมองโค้ชสมัยใหม่ ?
ฮาฟลิเซคจะถูกจัดเป็น two-way wing ที่มี endurance สูง และเล่น off-ball ได้ยอดเยี่ยม เหมาะกับระบบ switch-defense และ motion-offense แบบยุคปัจจุบัน เพราะจุดแข็งของเขาคือการเคลื่อนที่ตลอดเวลา เกมรับแข็งแกร่ง และอ่าน spacing ได้ยอดเยี่ยม
ทำไมฮาฟลิเซคถึงถูกยกให้เป็นซิกซ์แมนระดับตำนาน ?
เพราะตอนเริ่มต้นอาชีพ ฮาฟลิเซคไม่ได้เป็นตัวจริง แต่ทุกครั้งที่ลงสนาม รูปแบบเกมจะเปลี่ยนทันที พลังงาน ความเร็ว และการเล่นสองทางของเขาสร้าง momentum ให้ทีมอย่างเห็นได้ชัด และในเวลาต่อมา เขาพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นกำลังหลัก และกัปตัน
- Tags: กีฬา


