วิตามินบำรุงกระดูก พืชอะไรที่มี Vitamin K สูง

พืชอะไรที่มี Vitamin K สูง

พืชอะไรที่มี Vitamin K สูง เป็นคำถามที่หลายคน เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากวิตามินเคมีบทบาทสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด การดูแลสุขภาพกระดูก วิตามินเคพบได้มากในพืชหลากหลายชนิด การทำความเข้าใจพืชอะไรที่มีวิตามินเคสูง จะช่วยให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

วิตามินเคคืออะไร สำคัญอย่างไร?

  • วิตามินเคคืออะไร
  • ประโยชน์ของวิตามินเค
  • พืชที่มีวิตามินเคสูง

วิตามินเคคือวิตามินชนิดละลายในไขมัน ที่มีบทบาทสำคัญ ต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ช่วยให้ร่างกายสร้างโปรตีน ที่จำเป็นต่อการหยุดเลือด เมื่อเกิดบาดแผล หากขาดวิตามินเค ร่างกายอาจมีปัญหาเลือดออกง่ายหรือเลือดหยุดไหลช้า วิตามินเคจึงถือเป็นสารอาหารที่จำเป็น ต่อการทำงานพื้นฐานของร่างกาย

นอกจากนี้ วิตามินเคยังมีบทบาทต่อสุขภาพกระดูก และหลอดเลือด โดยช่วยควบคุมการทำงาน ของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมแคลเซียม ทำให้แคลเซียมไปอยู่ในกระดูกได้อย่างเหมาะสม ไม่สะสมในหลอดเลือด วิตามินเคมีอยู่หลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่พบมากมาจากพืช ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ (4 พฤศจิกายน 2024) [1]

ประวัติวิตามินเค การค้นพบครั้งแรก

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 จากการศึกษาด้านโภชนาการของนักวิทยาศาสตร์ ที่กำลังค้นหาสาเหตุ ของภาวะเลือดออกผิดปกติ โดยในปี ค.ศ. 1929–1930 มีการสังเกตว่าสัตว์ทดลอง ที่ได้รับอาหาร ซึ่งขาดสารบางอย่างจะมีอาการเลือดออกง่าย ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 นักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กได้ค้นพบสารอาหารชนิดใหม่

ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด และตั้งชื่อว่าสารนี้ว่าวิตามินเค โดยตัวอักษร K มาจากคำในภาษาเยอรมัน ที่หมายถึงการแข็งตัวของเลือด การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิตามินเค ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 ถึงต้นทศวรรษที่ 1940 นักวิทยาศาสตร์สามารถแยก และระบุรูปแบบของวิตามินเคได้

โดยวิตามินเค 1 พบในพืช และวิตามินเค 2 ที่พบในอาหารหมัก และจุลินทรีย์ในลำไส้ ความรู้เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจบทบาทของวิตามินเค ต่อระบบการแข็งตัวของเลือด สุขภาพกระดูก และการทำงานของหลอดเลือดมากขึ้น จนทำให้วิตามินเค ได้รับการยอมรับว่า เป็นวิตามินที่มีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิต (29 พฤศจิกายน 2025) [2]

ประโยชน์ของวิตามินเคมีอะไรบ้าง?

  • ช่วยในการแข็งตัวของเลือด วิตามินเคมีบทบาทสำคัญ ในการสร้างโปรตีน ที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้อย่างเหมาะสม เมื่อเกิดบาดแผล หรือการบาดเจ็บ ร่างกายจึงสามารถหยุดเลือดได้ตามธรรมชาติ ลดความเสี่ยง ของการเสียเลือดมากผิดปกติ
  • ช่วยดูแลสุขภาพกระดูก วิตามินเคช่วยกระตุ้นการทำงาน ของโปรตีนที่เกี่ยวข้อง กับการนำแคลเซียมไปสะสมในกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง และลดการสูญเสียมวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกบาง และกระดูกหักในระยะยาว
  • ช่วยป้องกันการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือด วิตามินเคมีส่วนช่วยควบคุม ไม่ให้แคลเซียมไปสะสมในหลอดเลือด หรือเนื้อเยื่ออ่อน ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น และสนับสนุนสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด
  • สนับสนุนการทำงานของโปรตีนในร่างกายหลายชนิด วิตามินเคจำเป็นต่อการกระตุ้นโปรตีนหลายชนิด ที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด กระดูก และหลอดเลือด ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานสอดประสานกันได้ดี
  • ช่วยเสริมสุขภาพโดยรวมในระยะยาว เมื่อร่างกายได้รับวิตามินเคอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยง ของภาวะเลือดออกผิดปกติ สนับสนุนความแข็งแรงของกระดูก และช่วยดูแลระบบไหลเวียนโลหิต ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: VitaminK (29 มีนาคม 2021) [3]

พืชที่มีวิตามินเคสูง มีอะไรบ้าง?

พืชอะไรที่มี Vitamin K สูง

พืชที่มีวิตามินเคสูง พร้อมปริมาณโดยประมาณต่อ 100 กรัม มีดังนี้

  • Kale มีวิตามินเคประมาณ 390 ไมโครกรัม เป็นแหล่งวิตามินเคที่สูงมาก ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพกระดูก เหมาะทั้งกินสด ผัด หรือนำไปสกัดเป็นผงผัก
  • ใบตำลึงมีวิตามินเคประมาณ 500 ไมโครกรัม ให้วิตามินเคสูงตามธรรมชาติ หาง่าย เหมาะกับอาหารไทย และช่วยเสริมสุขภาพเลือด และกระดูก
  • ผักโขมมีวิตามินเคประมาณ 480 mcg. เป็นผักที่นิยมมาก ให้ทั้งวิตามินเค ธาตุเหล็ก และโฟเลต สามารถกินสด หรือปรุงสุกได้
  • ใบชะพลูมีวิตามินเคประมาณ 350 mcg. สมุนไพรใบเขียว ที่ให้วิตามินเคสูง ใช้ประกอบอาหารหรือสกัดได้
  • บรอกโคลีมีวิตามินเคประมาณ 100 mcg. เป็นผักที่ให้วิตามินเคระดับดี กินง่าย และมีสารต้านอนุมูลอิสระอื่นด้วย
  • กะหล่ำดาวมีวิตามินเค ประมาณ 170 มคก. มีวิตามินเคและไฟเบอร์ ช่วยดูแลระบบเลือด และลำไส้
  • ผักกาดหอมมีวิตามินเคประมาณ 60 มคก. มีวิตามินเคปานกลาง เหมาะสำหรับกินสดในสลัด
  • กะหล่ำปลีเขียวมีวิตามินเคประมาณ 70 มคก. หาง่าย ราคาประหยัด ให้วิตามินเค พร้อมวิตามินซี
  • ถั่วฝักยาวมีวิตามินเค ประมาณ 30 microgram มีวิตามินเคระดับกลาง เหมาะกับการกินเป็นผักประจำวัน
  • อะโวคาโดมีวิตามินเคประมาณ 20 microgram แม้ไม่สูงมาก แต่มีไขมันดี ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินเค
  • กีวีมีวิตามินเคประมาณ 35 microgram เป็นผลไม้ที่มีวิตามินเคค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น

วิตามินเค ควรได้รับต่อวันเท่าไหร่?

ปริมาณวิตามินเค ที่ควรได้รับต่อวัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุและเพศ โดยทั่วไปผู้ชาย ควรได้รับวิตามินเคประมาณ 120 ไมโครกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิง ควรได้รับประมาณ 90 ไมโครกรัมต่อวัน ปริมาณดังกล่าวเพียงพอ สำหรับการช่วยให้เลือดแข็งตัวตามปกติ และสนับสนุนการทำงานของโปรตีน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกระดูก

ผลข้างเคียงของวิตามินเคคืออะไร?

  • รบกวนการออกฤทธิ์ของยาละลายลิ่มเลือด วิตามินเคมีบทบาทโดยตรง ต่อการแข็งตัวของเลือด หากรับประทานมากหรือน้อยไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดออกฤทธิ์ลดลง หรือไม่คงที่ ส่งผลให้การควบคุมการแข็งตัวของเลือดยากขึ้น
  • เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด การได้รับวิตามินเคในปริมาณสูง จากอาหารเสริม หรือการฉีด อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด ในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอยู่แล้ว
  • อาการแพ้หรือระคายเคือง บางรายอาจมีอาการแพ้ เช่นผื่น คัน หรือบวม โดยเฉพาะเมื่อได้รับวิตามินเค ในรูปแบบเสริม หรือในผู้ที่ไวต่อสารบางชนิด
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาจพบอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หรือไม่สบายท้องในบางคน เมื่อรับประทานวิตามินเค ในรูปอาหารเสริม
  • ภาวะผิดปกติในทารกแรกเกิด เมื่อได้รับไม่เหมาะสม ในทารกแรกเกิด การได้รับวิตามินเคไม่เพียงพอ หรือการได้รับรูปแบบที่ไม่เหมาะสม อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาเลือดออกผิดปกติ จึงต้องดูแลเรื่องปริมาณอย่างเหมาะสม

พืชอะไรที่มีวิตามินเคสูง กล่าวโดยสรุป

สรุปแล้ว พืชที่มีวิตามินเคสูง พบได้มากในกลุ่ม ผักใบเขียวเข้ม ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเคจากธรรมชาติที่สำคัญที่สุด พืชที่ให้วิตามินเคสูง ได้แก่ผักเคล ผักโขม ใบตำลึง ใบชะพลู บรอกโคลี กะหล่ำดาว ผักกาดหอม และกะหล่ำปลี รวมถึงผลไม้บางชนิดอย่าง อะโวคาโด และกีวี

ควรทานวิตามินเคคู่กับอะไร?

วิตามินเคควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีไขมันดีเล็กน้อย เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การทานพร้อมไขมัน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น เช่นน้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วและเมล็ดพืช นอกจากนี้วิตามินเค ยังทำงานร่วมกับวิตามินดี และแคลเซียมได้ดี โดยวิตามินดี ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม

ไม่ควรทานวิตามินเคคู่กับอะไร?

ไม่ควรทานวิตามินเคเสริม ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะวิตามินเคอาจลดประสิทธิภาพของยา และส่งผลต่อการควบคุมการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ ไม่ควรทานวิตามินเคในปริมาณสูง ร่วมกับอาหารเสริม หรือวิตามินที่มีฤทธิ์ต่อเลือดหลายชนิดพร้อมกัน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง