
ควรระวัง อาหารอะไรที่มี Chloride สูง
- Fiona
- 17 views

อาหารอะไรที่มี Chloride สูง เป็นคำถามที่หลายคนอาจเคยผ่านตา เมื่อเริ่มหันมาสนใจเรื่องโภชนาการ หรืออ่านฉลากอาหารมากขึ้น คลอไรด์เป็นหนึ่งในแร่ธาตุ ที่พบได้ทั่วไปในอาหารรอบตัว โดยเฉพาะอาหารที่เราทานเป็นประจำในชีวิตประจำวัน คลอไรด์เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน และรสชาติอาหารใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
- คลอไรด์คืออะไร?
- ประโยชน์ของคลอไรด์
- อาหารอะไรที่มีคลอไรด์สูง
แร่ธาตุคลอไรด์คืออะไร?
คลอไรด์ คือแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ที่พบอยู่ในอาหารธรรมชาติหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ เราจะได้รับคลอไรด์ ผ่าน โซเดียมคลอไรด์ ซึ่งก็คือเกลือที่ใช้ปรุงรส และเก็บรักษาอาหาร ในชีวิตประจำวัน คลอไรด์มีประจุไฟฟ้า ทำให้มันจัดอยู่ในกลุ่ม Electrolyte ที่ร่างกายต้องการ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ สมดุลของเกลือแร่
และการเคลื่อนที่ของสารต่างๆ เข้าออกจากเซลล์ อย่างเหมาะสม คลอไรด์ไม่ใช่แค่ตัวสร้างรสเค็ม ให้กับอาหาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการย่อยอาหาร โดยช่วยสร้างกรดในกระเพาะอาหาร และทำงานร่วมกับ sodium และ potassium เพื่อให้ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ทำงานได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้คลอไรด์ ยังช่วยรักษาระดับ pH ในร่างกาย และช่วยสนับสนุนการขนส่งสารอาหาร และแก๊สระหว่างเซลล์ด้วย การได้รับคลอไรด์ จากอาหารที่สมดุล จะช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสม่ำเสมอ (มีนาคม 2023) [1]
ประวัติคลอไรด์ การค้นพบครั้งแรก
ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นักเคมีชาวสวีเดน Carl Wilhelm Scheele เป็นผู้ทดลองแยกสารก๊าซ ที่ได้จากปฏิกิริยาระหว่าง hydrochloric acid กับแร่ Manganese dioxide ในปี 1774 ก่อนจะสังเกตคุณสมบัติของก๊าซ สีเขียวเหลืองชนิดนี้ แต่ยุคนั้นยังเข้าใจผิด คิดว่ามันเป็นสารประกอบ ไม่ใช่องค์ประกอบพื้นฐาน ของธาตุในธรรมชาติ
ชื่อของก๊าซ และไอออนที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่ได้รับการตั้ง อย่างเป็นทางการในเวลานั้น ผ่านไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 นักเคมีชาวอังกฤษที่ชื่อว่า Humphry Davy ได้ทำการตรวจสอบ และสรุปได้อย่างชัดเจน ว่าแก๊สสีเขียวเหลืองที่ Carl Wilhelm Scheele พบนั้นจริงๆแล้ว เป็นธาตุทางเคมีชนิดหนึ่ง
เขาเป็นผู้ตั้งชื่อว่า chlorine ซึ่งมาจากภาษากรีกคำว่า chloros ที่สื่อถึงสีเขียวเหลืองอย่างที่เห็น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คลอไรด์และอนุภาค ที่เกี่ยวข้องอย่าง chloride-ion ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และชีวเคมี ตลอดจนถึงยุคปัจจุบัน (30 ธันวาคม 2025) [2]
ประโยชน์ของคลอไรด์คืออะไร?
- ช่วยควบคุมสมดุล ของน้ำในร่างกาย คลอไรด์ทำงานร่วมกับโซเดียม และโพแทสเซียม ช่วยรักษาปริมาณน้ำทั้งภายใน และภายนอกเซลล์ให้สมดุล ไม่มากหรือน้อยเกินไป
- มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร คลอไรด์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ของกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้การย่อยอาหาร เป็นไปตามปกติ และช่วยป้องกันเชื้อโรค ที่เข้าสู่ร่างกายทางอาหาร
- สนับสนุนการทำงาน ของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ คลอไรด์ช่วยในการส่งสัญญาณประสาท และการหด และคลายของกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวและการทำงานของร่างกาย เป็นไปอย่างราบรื่น
- ช่วยรักษาสมดุลกรดด่างในร่างกาย คลอไรด์มีบทบาท ในการควบคุมระดับความเป็นกรด และด่างของเลือด ช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาหารอะไรบ้างที่มีคลอไรด์สูง?

อาหารที่มีคลอไรด์สูง ปริมาณ ต่อ 100 กรัมโดยประมาณ มีดังนี้
- เกลือแกง คลอไรด์ประมาณ 60,000 milligram แหล่งคลอไรด์ที่เข้มข้นที่สุด เพราะเกลือแกงคือโซเดียมคลอไรด์โดยตรง ใช้เพียงเล็กน้อย ก็ให้คลอไรด์สูงมาก มักได้จากการปรุงอาหาร ในชีวิตประจำวัน
- น้ำปลา คลอไรด์ประมาณ 15,000–18,000 milligram เป็นเครื่องปรุงรสที่มีเกลือสูง ใช้เพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มคลอไรด์ให้กับอาหารได้มาก เหมาะกับการปรุงรส แต่ควรใช้ในปริมาณพอดี
- ซีอิ๊ว ทั้งซีอิ๊วขาวและซีอิ๊วดำ คลอไรด์ประมาณ 8,000–10,000 milligram ได้คลอไรด์จากกระบวนการหมัก และการเติมเกลือ นิยมใช้ปรุงอาหารหลากหลายเมนู จึงเป็นแหล่งคลอไรด์ ที่หลายคนได้รับโดยไม่รู้ตัว
- อาหารหมักดอง เช่นผักดอง ปลาร้า คลอไรด์ประมาณ 3,000–6,000 มิลลิกรัม ใช้เกลือในกระบวนการถนอมอาหาร ทำให้มีคลอไรด์ค่อนข้างสูง รสชาติเค็มจัด ควรกินในปริมาณจำกัด
- ชีสชนิดเค็มเช่น Parmesan, Feta คลอไรด์ประมาณ 1,500–2,000 มิลลิกรัม ชีสกลุ่มนี้ มีเกลือค่อนข้างมาก ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร และเป็นแหล่งคลอไรด์ ที่พบได้บ่อย ในอาหารตะวันตก
- เนื้อสัตว์แปรรูป เช่นไส้กรอก แฮม เบคอน คลอไรด์ประมาณ 1,200–1,800 มิลลิกรัม ผ่านการปรุงรส และถนอมอาหารด้วยเกลือ ทำให้มีคลอไรด์สูงกว่าของสดทั่วไป
- ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม คลอไรด์ประมาณ 1,000–1,500 มก. เช่นมันฝรั่งทอด หรือขนมอบกรอบ มักมีการปรุงรสเค็ม จึงเป็นอีกแหล่งหนึ่ง ที่ให้คลอไรด์ค่อนข้างมาก
- อาหารทะเลสด คลอไรด์ประมาณ 100–300 มก. มีคลอไรด์ตามธรรมชาติ แม้ไม่สูงเท่าอาหารแปรรูป แต่ก็มีส่วนช่วยเสริมปริมาณคลอไรด์ในมื้ออาหาร
ปริมาณคลอไรด์ที่ควรได้รับต่อวัน
ร่างกายต้องการคลอไรด์ ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยควบคุม สมดุลของน้ำ และอิเล็กโทรไลต์ รวมถึงช่วยในการทำงาน ของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ โดยเทียบกับการบริโภคเกลือ แนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับคลอไรด์ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อ ความต้องการพื้นฐานของร่างกาย สำหรับคนทั่วไป
ปริมาณนี้ ใกล้เคียงกับการบริโภคเกลือ ประมาณหนึ่งช้อนชา ในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกาย ได้รับคลอไรด์ และโซเดียมอย่างเหมาะสม โดยไม่มากเกินความต้องการ ของระบบต่างๆ ของร่างกาย แม้คลอไรด์จะมีความสำคัญ แต่หลายคนมักได้รับเกิน จากการบริโภคอาหาร ที่มีเกลือสูง (11 มกราคม 2021) [3]
ผลข้างเคียงของคลอไรด์คืออะไร?
ผลข้างเคียงของคลอไรด์ อาจคล้ายกับ ผลเสีย โซเดียม โดยจะมีอาการดังนี้
- ได้รับมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายบวมน้ำ การบริโภคคลอไรด์สูง มักมาพร้อมกับเกลือในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมได้
- เพิ่มความเสี่ยง ต่อความดันโลหิตสูง คลอไรด์ที่มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะจากอาหารเค็มจัด อาจทำให้หลอดเลือดต้องรับภาระมากขึ้น และส่งผลต่อความดันโลหิต
- กระทบต่อไตในบางกรณี หากร่างกายได้รับคลอไรด์มากต่อเนื่อง ไตต้องทำงานหนักขึ้น ในการขับเกลือแร่ส่วนเกิน ซึ่งอาจเป็นปัญหา สำหรับผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว
- เสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์ คลอไรด์ที่มากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลของเกลือแร่ ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
สรุปแล้ว อาหารอะไรที่มี Chloride สูง
อาหารที่มีคลอไรด์สูง เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด เพราะคลอไรด์ส่วนใหญ่ที่ร่างกายได้รับ มักมาจากอาหารและเครื่องปรุงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเกลือแกง น้ำปลา ซีอิ๊ว อาหารหมักดอง ชีสชนิดเค็ม เนื้อสัตว์แปรรูป ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม ไปจนถึงอาหารทะเลบางชนิด ซึ่งการได้รับในปริมาณที่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญ
ใครที่ควรเพิ่มการทานคลอไรด์เป็นพิเศษ?
ผู้ที่เสียเหงื่อมากเป็นประจำ เช่นคนที่ออกกำลังกายหนัก ทำงานกลางแจ้ง หรืออยู่ในสภาพอากาศร้อนจัด อาจสูญเสียคลอไรด์ ไปพร้อมกับเหงื่อ รวมถึงผู้ที่มีอาการอาเจียน หรือท้องเสียต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียอิเล็กโทรไลต์มากกว่าปกติ กลุ่มนี้ควรได้รับคลอไรด์อย่างเพียงพอจากอาหารในแต่ละวัน
ใครที่ควรลดการทานคลอไรด์?
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคไต ควรระมัดระวังการได้รับคลอไรด์มากเกินไป เนื่องจากคลอไรด์มักมาพร้อมกับโซเดียม จากอาหารเค็ม และอาหารแปรรูป การบริโภคในปริมาณสูง อาจเพิ่มภาระให้หัวใจและไต รวมถึงผู้ที่มีแนวโน้มบวมน้ำ หรือแพทย์แนะนำให้จำกัดเกลือ ก็ควรลดอาหารที่มีคลอไรด์สูง
- Tags: สุขภาพ


