
เดอะเวิร์ม เดนนิส ร็อดแมน กลไกสำคัญของทีมแชมป์
- Harry P
- 3 views

เดอะเวิร์ม เดนนิส ร็อดแมน (Dennis Rodman) บทความนี้จะไม่ได้เล่าแค่สีผม ชีวิตสุดโต่ง หรือดราม่านอกสนามเท่านั้น แต่จะชวนมองร็อดแมนในฐานะ “เครื่องมือเชิงระบบ” ของทีมแชมป์ และดูว่าทำไมในยุคที่เต็มไปด้วย Analytics และเกมชู้ตสามแต้ม เดอะเวิร์มยังเป็นบทเรียนที่โค้ช และผู้เล่นยุคนี้ไม่ควรมองข้าม
- เส้นทางอาชีพของเดนนิส ร็อดแมนโดยย่อ
- บทบาทที่ชัดเจนของร็อดแมนในชิคาโก บูลส์
- ชีวิตนอกสนามของร็อดแมน ที่ถูกวิจารณ์อยู่บ่อยๆ
ร็อดแมนในภาพที่ไม่ใช่แค่ไฮไลต์สุดโต่ง
ถ้าดูแค่สถิติเฉลี่ย ร็อดแมนไม่ได้ดูเหมือนตำนาน แบบที่คนคุ้นเคย ค่าเฉลี่ยแต้มชีวิตการเล่นอยู่ระดับเลขตัวเดียว แต่ค่าเฉลี่ยรีบาวด์ต่อเกมทะลุเกิน 13 ครั้งต่อเกม ในยุคที่ศูนย์ตัวใหญ่ยังเต็มลีก และเขาคว้าแชมป์รีบาวด์ลีก ติดต่อกันถึงหลายปีในยุค 90s แม้จะสูงเพียงประมาณ 6 ฟุต 7 นิ้วเท่านั้น
เกมของเขาไม่ใช่การใช้พละกำลังดิบๆ อย่างเดียว แต่คือการอ่านมุมของลูกบาส ร็อดแมนเคยเล่าว่าเขา ใช้เวลาศึกษาวิธีการชู้ตของผู้เล่นแต่ละคน ว่ามุมวงโคจรของบอลเป็นอย่างไร ถ้าลูกสั้น มักจะตกตรงไหน ถ้าลูกยาวจะเด้งไปด้านใด นั่นทำให้ทุกครั้งที่ลูกหลุดจากห่วง เขาเริ่มขยับก่อนคนอื่นครึ่งจังหวะเสมอ
นี่คือเหตุผลที่ร็อดแมนดูเหมือน “พุ่งไปที่ลูกแบบสัญชาตญาณ” แต่จริงๆ คือผลลัพธ์จากการสังเกต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักบาสหลายคนซ้อมชู้ตเพิ่ม แต่ร็อดแมนคือคนที่ซ้อม “อ่านทิศทางของลูกที่ชู้ตไม่ลง” อย่างจริงจัง เขาแทบจะรู้สึกได้เอง ว่าลูกที่ดีดจากขอบห่วงแต่ละมุม จะหล่นลงตรงไหน จนสามารถขยับตัวล่วงหน้าได้
Detroit Pistons โรงเรียนของความดิบ และการกัดไม่ปล่อย
ร็อดแมนถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA ในปี 1986 โดยดีทรอยต์ พิสตันส์ (Detroit Pistons) ในรอบสอง ลำดับที่ 27 (รวมทั้งหมด) ช่วงต้นชีวิตในลีกกับทีมยุค “Bad Boys” แห่งดีทรอยต์ คือฐานรากสำคัญของเดอะเวิร์ม ที่นั่นเขาไม่ได้ถูกขอให้เป็นสตาร์เกมรุก แต่ถูกสั่งให้เป็นคนที่ใช้ร่างกาย การปะทะ และพลังงานสูงสุด เพื่อปิดดาวเด่นฝั่งตรงข้าม
ภายใต้โค้ช Chuck Daly และรุ่นพี่อย่าง Isiah Thomas, Bill Laimbeer, Joe Dumars เขาเรียนรู้ว่าความโหดในเกมรับ ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่คือยุทธศาสตร์ พิสตันส์ไม่ได้เล่นสกปรก เพื่อความสะใจ แต่ใช้ความหนักหน่วง เป็นกำแพงกดดันดาราดังในตะวันออก และร็อดแมนคือฟันเฟืองสำคัญของระบบนั้น
เขากลายเป็นผู้เล่นเกมรับระดับท็อปของลีก คว้ารางวัลผู้เล่นเกมรับยอดเยี่ยม และเริ่มสร้างชื่อว่าเป็นคนที่ “จะไปอยู่ตรงที่ลูกเด้งลงมาเสมอ” โดยไม่จำเป็นต้องมีเซตเพลย์วางให้เลยด้วยซ้ำ จนโค้ช และเพื่อนร่วมทีมรู้ว่าถ้าลูกหลุดจากห่วงเมื่อไหร่ ให้เตรียมวิ่งเปลี่ยนจากเกมรับ เป็นเกมรุกได้ทันที (14 ธันวาคม 2025) [1]
San Antonio Spurs จุดเริ่มของความเป็นตัวเองเต็มที่
เมื่อย้ายไปซานอันโตนิโอ สเปอร์ส (San Antonio Spurs) ในปี 1993 เขาเริ่มปล่อยตัวตนออกมามากขึ้น ทั้งสีผม ท่าทาง และการใช้ชีวิตนอกสนาม แต่ในแง่เกมบาส เขายังทำหน้าที่เดิมอย่างไม่ตกหล่น เป็นคนกวาดรีบาวด์ให้ทีม เป็นผนังเคลื่อนที่ในแดนหลัง และเป็นผู้เล่น ที่คู่แข่งไม่อยากเจอที่สุดคนหนึ่งในฝั่งตรงข้าม
แต่อีกด้านหนึ่ง ความสุดโต่งของตัวตน ก็เริ่มชนกับโครงสร้างของทีม ที่เน้นความเป็นระเบียบอย่างสเปอร์ส ความสัมพันธ์ระหว่างร็อดแมน กับองค์กรจึงเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน และนี่คือคำถามสำคัญ ที่ตามมาทั้งชีวิตเขา เส้นแบ่งระหว่าง “การเป็นตัวเอง” กับ “ความรับผิดชอบต่อทีม” อยู่ตรงไหน
Chicago Bulls ความวุ่นวายที่ถูกล็อกไว้ในกรอบแชมป์

การย้ายมาชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls) ในปี 1995 คือจุดที่คนส่วนใหญ่ จดจำร็อดแมนได้ชัดที่สุด การได้เล่นเคียงข้างไมเคิล จอร์แดน และ ผู้นิยามคำว่า All-Around Defense อย่างสก็อตตี้ พิพเพน ทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมระดับประวัติศาสตร์ ที่คว้าแชมป์ติดต่อกัน และทำสถิติชนะฤดูกาลปกติระดับตำนาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในทีมที่มีซูเปอร์สตาร์เกมรุกพร้อมกันถึงสองคน ร็อดแมนไม่จำเป็นต้องทำแต้มเลยก็ยังมีมูลค่ามหาศาล สิ่งเดียวที่ทีมต้องการจากเขาคือ กวาดรีบาวด์ทั้งเกมรุก และเกมรับให้มากที่สุด เปลี่ยนโทนเกมด้วยพลังงาน และความดุดัน รับหน้าที่ป้องกันผู้เล่นตัวใหญ่ หรือสตาร์ฝั่งตรงข้าม
ฟิล แจ็กสัน และจอร์แดน ไม่ได้พยายาม “เปลี่ยน” ร็อดแมนให้เป็นคนอื่น แต่กำหนดกรอบให้ชัดเจนว่า ตราบใดที่เขาทำหน้าที่ในสนามได้ระดับสูงสุด ทีมจะรับมือกับความวุ่นวายนอกสนามร่วมกัน นี่คือดีลที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และผลลัพธ์คือสามแชมป์ซ้อนที่ชื่อของร็อดแมนไม่เคยหายไปจากเกมสำคัญ (10 มกราคม 2024) [2]
เดอะเวิร์มคือตัวปัญหา หรือผลข้างเคียงของอัจฉริยะเฉพาะทาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพจำของร็อดแมนส่วนหนึ่ง มาจากผมหลากสี แฟชั่นสุดขั้ว และข่าวฉาว ตั้งแต่เรื่องปาร์ตี้ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ไปจนถึงการเดินทาง ในบทบาทคนกลางทางการเมืองที่ถูกวิจารณ์หนัก คำถามคือ เราควรแยกอย่างไรระหว่าง “ศิลปินในสนาม” กับ “มนุษย์ที่มีปัญหานอกสนาม” (18 พฤศจิกายน 2021) [3]
ถ้าดูจากมุมทีมกีฬา เขาคือคนที่สร้างภาระให้ฝ่ายบริหารไม่น้อย ทั้งการถูกแบน การโดนปรับ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเข้าไปในสนาม เขาก็ทำในสิ่งที่แทบไม่มีใครทำได้ เล่นเกมรับเต็มพลังทุกนาที วิ่งเก็บทุกลูกหลุดห่วง และไม่เคยกลัว ที่จะรับหน้าที่ปะทะกับคนที่ตัวใหญ่กว่า
บทเรียนหนึ่งที่ซ่อนอยู่คือ การเป็น “อัจฉริยะเฉพาะทาง” มักมาพร้อมราคาที่คนรอบตัวต้องช่วยกันจ่าย ทั้งในมุมทีม เพื่อนร่วมงาน และตัวเขาเอง ไม่ใช่ทุกองค์กรจะรับมือได้ แต่สำหรับทีมที่พร้อมรับความเสี่ยง ผลตอบแทนก็สูงเกินตัวเลขสถิติมาก และหลายครั้งสิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม
บทเรียนสำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมาเป็นตัวทำแต้ม
สิ่งที่ทำให้เดอะเวิร์ม เป็นตัวละครน่าสนใจสำหรับคนเล่นบาสทุกระดับ คือเขาพิสูจน์ว่า คุณไม่จำเป็นต้องทำแต้มเยอะ เพื่อจะมีค่ากับทีมอย่างสุดขีด และนี่คือบทเรียนจากร็อดแมนที่คนเล่นบาส หรือทำงานเป็นทีมในชีวิตจริง เอาไปใช้ได้ มีอย่างน้อยสามข้อ
- โฟกัสในสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด เขาไม่พยายามจะเป็นคนชู้ตสามแต้ม หรือถือบอลถล่มเลย์อัพ เขาเลือกเป็น “คนที่ไม่มีใครแย่งรีบาวด์ได้” และผลักความสามารถด้านนี้ไปถึงเพดานสูงสุด
- ยอมรับว่าบทบาทรอง อาจเป็นหัวใจของระบบ บางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่บนปกนิตยสาร คือคนที่ทีมจะขาดไม่ได้จริงๆ งานบางอย่างไม่มีใครจดจำเป็นไฮไลต์ แต่ถ้าหายไป ทีมจะรู้ทันทีว่าทำไมเกมถึงไม่เหมือนเดิม
- ความบ้าพลังต้องอยู่ในกรอบที่ทีมรับไหว พลังงาน และความดุดันคือของล้ำค่า แต่ถ้าเลยเส้น จนกลายเป็นภาระ ทีมก็อาจต้องตัดสินใจ เดินต่อโดยไม่มีเราเหมือนกัน การรักษาสมดุลระหว่างตัวตน กับความรับผิดชอบ จึงสำคัญไม่แพ้พรสวรรค์
บทสรุป “บทบาทรอง” อาจเป็นแกนกลางของชัยชนะ
ท้ายที่สุดแล้ว “เดนนิส ร็อดแมน” ไม่ได้ถูกจดจำเพราะลูกชู้ตสุดท้าย หรือจำนวนแต้มที่ถล่มใส่คู่แข่ง แต่ถูกจดจำเพราะเขา ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากทำ การปะทะ การกระโดดเก็บทุกลูกที่ไม่มีใครสนใจ และยอมให้ชื่อของตัวเองอยู่หลังฉาก เพื่อให้ทีมไปถึงเส้นชัย ที่น่าสนใจคือ เขาทำมันในโลกที่ทุกคนอยากเป็นตัวหลัก อยากได้เครดิต
ทำไมร็อดแมนถึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรีบาวเดอร์ที่ดีที่สุด ?
เพราะความสามารถล้วนๆ ทั้งที่เดนนิส ร็อดแมนตัวไม่ได้ใหญ่มาก แต่เขาใช้การอ่านทิศทางบอล การยืนตำแหน่ง และจังหวะกระโดดมาชดเชยส่วนต่างของส่วนสูง เขาเรียนรู้จากการสังเกตผู้เล่นคนอื่นซ้ำๆ จนเดาทิศทางบอลได้ก่อนคนอื่นเสมอ ไม่ได้พึ่งแค่ความแข็งแรงทางร่างกายเพียงอย่างเดียว
ชีวิตนอกสนามของร็อดแมน ส่งผลเสียต่อเขามากไหม ?
แน่นอนว่าข่าวฉาว การถูกแบน และพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูติดลบ ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง แต่ในอีกมิติหนึ่ง มันก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อวงการกีฬาว่า เราจะมองนักกีฬาในฐานะ “คนทำงานในสนาม” หรือ “คนดังที่ต้องเพอร์เฟกต์ทั้งชีวิต” กันแน่
- Tags: กีฬา


