แชมเปญ Non Vintage แชมเปญที่ ทุกโอกาสดื่มได้

แชมเปญ Non Vintage

แชมเปญ Non Vintage หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า NV เป็นแชมเปญที่ไม่จำกัดปีผลิต ทำให้รสชาติคงที่และเหมาะสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงหรู งานเฉลิมฉลอง หรือแค่การผ่อนคลายหลังวันทำงาน เราจะพาไปรู้จักความหมาย คุณสมบัติ และวิธีเลือกแชมเปญนอนวินเทจ ให้เหมาะกับรสนิยมของคุณ

  • วินเทจทำจากปีเดียว ส่วนไม่วินเทจผสมหลายปีเพื่อความสม่ำเสมอ
  • วินเทจเน้นเอกลักษณ์ปีเก็บเกี่ยว ไม่วินเทจเน้นสไตล์แบรนด์
  • วินเทจราคาสูง ส่วนไม่วินเทจราคาเข้าถึงง่าย

แชมเปญแบบ ไม่ใช่วินเทจ คืออะไร?

แชมเปญนอนวินเทจ (Non-Vintage หรือ NV) เป็นประเภทแชมเปญที่ใหญ่ที่สุด และการผลิตแบบนอนวินเทจ’ คือหัวใจสำคัญของเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นอักษร ‘NV’ บนฉลากของผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งมักใช้ชื่อเรียกอย่าง ‘Brut Réserve’ หรือ ‘Brut Classic’ สิ่งที่ทำให้แชมเปญนอนวินเทจ แตกต่างจากไวน์วินเทจหรือ ‘Millesimé’ ที่ผลิตจากการเก็บเกี่ยวเพียงปีเดียว

คือการที่แชมเปญนอนวินเทจ จะผลิตจากไวน์สำรองอย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อคงไว้ซึ่งสไตล์และคุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกขวด ลักษณะและพัฒนาการของไวน์นอนวินเทจ ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายหนึ่ง โดยเน้นการเปรียบเทียบระหว่างไวน์จากปีต่างๆ และความสำคัญของสไตล์ที่สม่ำเสมอ

  • ไวน์นอนวินเทจ ปี 2018 มีแนวโน้มที่จะ กลมกล่อมและสดใส มากกว่าไวน์ปี 2017 และปี 2019
  • ไวน์ปี 2019 มี ความเข้มข้นและความสง่างาม มากกว่าไวน์ปี 2017 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปีนั้นเป็น ปีที่ยากเย็น
  • จะเน้นการใช้ Pinot Noir และ Pinot Meunier เป็นสัดส่วนหลัก
  • ปี 2015 ถูกกล่าวถึงว่าเป็นไวน์ที่มี รสชาติที่เข้มข้นและเข้มข้นแน่วแน่
  • ไวน์นอนวินเทจ ถูกผสมผสานเพื่อให้ รสชาติที่ดื่มได้ตลอดทั้งปีไม่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยผู้ผลิตควรเสนอ ความสม่ำเสมอของสไตล์ และไม่เน้นสาระสำคัญอย่างแท้จริง ไม่พยายามเป็นไวน์วินเทจ

ที่มา: แชมเปญนอนวินเทจคืออะไร? (2 ธันวาคม 2022) [1]

แชมเปญวินเทจกับ ไม่ใช่วินเทจ ต่างกันอย่างไร?

ในโลกของแชมเปญ ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา คำว่าวินเทจและไม่วินเทจเป็นคำสองคำที่มีความสำคัญและเป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะของเครื่องดื่มในขวด

ความแตกต่างพื้นฐานที่สุดอยู่ที่ “ปี” ของการเก็บเกี่ยวองุ่นที่นำมาใช้
แชมเปญไม่วินเทจ:

  • คือแชมเปญที่ผลิตโดยการผสมผสานไวน์จากองุ่นที่เก็บเกี่ยว หลายปี เข้าด้วยกัน
  • โดยทั่วไป 60-90% จะมาจากไวน์หลักของปีปัจจุบัน และที่เหลือเป็นไวน์สำรอง ที่ถูกเก็บไว้จากปีที่ผ่านมา
  • เป้าหมาย คือการสร้างและรักษา House Style (สไตล์ของเฮาส์) หรือรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความ สม่ำเสมอในทุกๆ ขวด ไม่ว่าปีนั้นๆ สภาพอากาศจะเป็นอย่างไรก็ตาม

แชมเปญวินเทจ:

  • หรือบางครั้งเรียกว่า Millésimé (มิลเลซีเม่) คือแชมเปญที่ผลิตโดยใช้ไวน์จากองุ่นที่เก็บเกี่ยวใน ปีเดียว เท่านั้น
  • ผู้ผลิตจะประกาศทำวินเทจ ก็ต่อเมื่อปีนั้นๆ สภาพอากาศสมบูรณ์แบบ และองุ่นมีคุณภาพ โดดเด่นเป็นพิเศษ
  • เป้าหมาย คือการแสดงออกถึง แตร์รัวร์ ลักษณะเฉพาะของพื้นที่และสภาพอากาศ ของปีนั้นอย่างเต็มที่ ทำให้แต่ละวินเทจมีรสชาติและบุคลิกที่แตกต่างกันไป

ฉลากและการบ่งชี้

  • ไม่ใช่วินเทจจะไม่มีการระบุปี ที่เก็บเกี่ยวบนฉลาก อาจมีเพียงตัวอักษร NV หรือไม่มีเลย เป็นสไตล์ที่พบได้มากที่สุดในตลาด ประมาณ 85-90% ของการผลิตทั้งหมด
  • วินเทจจะต้องมีการ ระบุปี ไว้อย่างชัดเจนบนฉลากด้านหน้าหรือด้านหลัง ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าผลิตจากองุ่นในปีนั้นเพียงปีเดียว

ที่มา: แชมเปญวินเทจกับแชมเปญที่ไม่ใช่วินเทจ: คู่มือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ (18 มิถุนายน 2025) [2]

รสชาติของ แชมเปญวินเทจ กับไม่วินเทจ

แชมเปญ Non Vintage

ความแตกต่างของรสชาติ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ทั้งสองสไตล์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รสชาติและคาแรคเตอร์

Non-Vintage(NV):

  • รสชาติมักจะ สดชื่น (Fresh) บางเบา (Lighter) และ ผลไม้เด่นชัด (Fruity)
  • ออกแบบมาให้มีรสชาติที่ เข้าถึงง่าย และ พร้อมดื่ม ในช่วง 2-4 ปีแรกหลังการจำหน่าย

Vintage:

  • รสชาติจะ ซับซ้อน (Complex) เข้มข้น (Richer) และมีมิติที่ ลึกซึ้ง กว่า
  • มักมีกลิ่นอายของ ขนมปังอบ (Toasty), นัท (Nutty), ครีม (Creamy) หรือ เห็ด (Mushroom) ที่เกิดจากการบ่มที่ยาวนานกว่า

ทำไมจึงควร เลือกแชมเปญ แบบไม่วินเทจ?

เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและเหมาะกับทุกโอกาส เพราะมีรสชาติที่สม่ำเสมอจากการผสมไวน์หลายปี ทำให้ผู้ผลิตสามารถรักษาสไตล์และเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ราคาเข้าถึงง่ายกว่าหลายรุ่นแบบวินเทจ ทำให้ดื่มได้บ่อยโดยไม่ต้องรอช่วงพิเศษ แถมยังเหมาะสำหรับงานปาร์ตี้ งานเฉลิมฉลอง และการดื่มสบายๆ เพราะมีความสมดุล ดื่มง่าย และเข้ากับอาหารหลากหลายประเภทอีกด้วย

ความต่าง ในการผลิตแชมเปญวินเทจ และไม่วินเทจ

ความแตกต่างของกระบวนการผลิตระหว่างแชมเปญวินเทจ และแชมเปญที่ไม่ใช่วินเทจ ดังนี้

ความแตกต่างด้านรสชาติและวัตถุประสงค์:

  • แชมเปญที่ไม่ใช่วินเทจ: มีเป้าหมายคือความสม่ำเสมอของรสชาติให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่เสมอ
  • แชมเปญวินเทจ: เริ่มต้นด้วยการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ยอดเยี่ยมของปีนั้นๆ โดยเป็นปีที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ

ความแตกต่างด้านส่วนผสม:

  • แชมเปญที่ไม่ใช่วินเทจ): อาจมีการผสมไวน์มากถึง 40 ชนิด 60-90% จะมาจากไวน์พื้นฐานชนิดใดชนิดหนึ่ง ไวน์สำรองจากปีก่อนจะเป็นหัวใจสำคัญของความคงเส้นคงวา (เพื่อรักษาความสม่ำเสมอของรสชาติ)
  • แชมเปญวินเทจ: เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการคัดเลือกผลผลิตที่ดีที่สุดจากปีใดปีหนึ่ง เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวินเทจได้อย่างแท้จริง

ความแตกต่างเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบแชมเปญที่อายุน้อยแต่มีอายุยาวนาน หมายถึงนอนวินเทจที่มีไวน์สำรองผสมอยู่ กับแชมเปญที่เก่าเก็บ

ระยะเวลาการบ่ม
กฎหมายกำหนดระยะเวลา การบ่ม แชมเปญ บนตะกอนยีสต์ในขวดไว้ดังนี้

  • ไม่ใช่วินเทจระยะเวลาบ่มขั้นต่ำ 15 เดือน
  • วินเทจระยะเวลาบ่มขั้นต่ำ 3 ปี

แชมเปญไม่ใช่วินเทจ ยอดนิยม สไตล์คลาสสิค ที่ต้องลอง

แชมเปญไม่ใช่วินเทจ คือหัวใจของเฮาส์แชมเปญ (Champagne House) แต่ละแห่ง เพราะเป็นตัวแทนของ House Style หรือรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่คงความสม่ำเสมอในทุกปี NV Champagne จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการดื่มในชีวิตประจำวันหรือการฉลองที่ไม่เป็นทางการ

แนะนำแชมเปญนอนวินเทจยอดนิยมที่ได้รับความชื่นชมจากนักวิจารณ์และเป็นที่รักของผู้ดื่มทั่วโลก

1. Moët & Chandon Brut Impérial NV(โมเอต์ แอนด์ ชองดอง บรูท อิมพีเรียล)
2. Veuve Clicquot Brut Yellow Label NV(เวอฟว์ คลิโกต์ บรูท เยลโล่ ลาเบล)
3. Bollinger Special Cuvée NV(โบแลงเยร์ สเปเชียล คูเว่)
4. Louis Roederer Collection / Brut Premier NV(หลุยส์ โรเดอเรอร์ คอลเลคชั่น / บรูท พรีเมียร์)
5. Ruinart ‘R’ de Ruinart Brut NV(รุยนาต์ ‘อาร์’ เดอ รุยนาต์ บรูท)
6. Charles Heidsieck Brut Réserve NV(ชาร์ลส์ ไฮด์ซิค บรูท รีเสิร์ฟ)

วิธีเสิร์ฟแชมเปญ ให้ได้ประสบการณ์ หรูหรา

การเสิร์ฟแชมเปญอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์การดื่มที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการรักษาฟองที่ละเอียดอ่อนและกลิ่นหอมอันซับซ้อน เคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้แชมเปญของคุณเปล่งประกายอย่างเต็มที่

1. อุณหภูมิคือหัวใจสำคัญ

  • ควรเสิร์ฟแชมเปญในอุณหภูมิที่เหมาะสม ควรอยู่ระหว่าง 46°F ถึง 50°F (8°C–10°C) เพื่อช่วยดึงกลิ่นหอมทั้งหมดของแชมเปญออกมา

2. แก้วที่ถูกต้อง

  • ควรเลือกแก้วให้เหมาะสม สำหรับการดื่มแชมเปญ แก้วไวน์ขาวทรงดอกทิวลิป ที่มีขอบกว้างเรียวลงไปจนถึงปากแก้วแคบ เหมาะกับการดื่มแชมเปญที่สุด

3.การแนะนำแชมเปญ

  • การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวิธีการผลิตแชมเปญใหม่ๆ เป็นส่วนหนึ่งของความสนุก
  • การแนะนำขวด ฉลาก และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะของแชมเปญและ Maison Mumm จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์อันเพลินๆ

4.การถือขวด

  • หากนำขวดออกจากถังน้ำแข็ง ควรเช็ดขวดให้แห้งด้วยผ้าขาวสะอาดก่อนเสิร์ฟ เวลาเทเครื่องดื่ม ควรจับขวดที่ฐานหรือตัวขวด ไม่ใช่ที่คอขวด
  • ขวด Mumm จะมีน้ำหนักมาก ดังนั้นควรจับมือเดียวที่ฐานขวด โดยสอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในส่วนบุ๋ม (รอยบุ๋มที่ก้นขวด) และอีกมือหนึ่งรองคอขวดไว้

5. การเทอย่างถูกวิธี

  • ควรเทช้าๆ และสม่ำเสมอ โดยถือขวดให้ชิดแก้ว ควรรินเป็นชั้นๆ โดยเว้นระยะ 2-3 วินาที ระหว่างแต่ละชั้น เพื่อให้ฟองอากาศคลายตัว
  • ควรเติมแชมเปญให้เพียง สองถึงสามในสี่ของแก้วเท่านั้น
  • ควรเติมให้แขกเมื่อแก้วว่าง และควรเตรียม แก้วใหม่สำหรับแชมเปญแต่ละคูเว่ หากเสิร์ฟหลายชนิด

ที่มา: คำแนะนำของเราสำหรับการเสิร์ฟแชมเปญ (10 มีนาคม 2021) [3]

สรุป แชมเปญ Non Vintage สัมผัสรสชาติ คงที่ทุกปี

แชมเปญ Non Vintage คือแชมเปญที่ผสมไวน์จากหลายปีเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นที่สม่ำเสมอตามสไตล์ของแบรนด์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแชมเปญที่ดื่มง่าย ราคาจับต้องได้ และเหมาะกับทุกโอกาสทั้งทางการและไม่เป็นทางการ จุดเด่นคือความสมดุล รสชาติคงที่ และคุณภาพที่เชื่อถือได้ทุกปี ทำให้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ดื่มแชมเปญทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

จะรู้ได้ยังไง ว่าเป็นแชมเปญวินเทจ หรือไม่วินเทจ?

สามารถแยกแชมเปญว่าเป็นวินเทจหรือไม่วินเทจได้ง่ายๆ โดยดูที่ ฉลากขวด ถ้าบนฉลากระบุ “ปีครอบ” เช่น 2012 หรือ 2015 แสดงว่าเป็นวินเทจ เพราะใช้ไวน์จากปีนั้นปีเดียว แต่ถ้าไม่มีปีระบุเลย มักหมายถึงนอนวินเทจ ซึ่งผสมไวน์หลายปีเพื่อความสม่ำเสมอของรสชาติ นอกจากนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะระบุคำว่า“NV” หรือไม่ใส่ปีใดๆ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นนอนวินเทจ ทำให้แยกประเภทได้ชัดเจน

ทำไมแชมเปญวินเทจ ถึงมีราคาแพงกว่า?

แชมเปญวินเทจมีราคาแพงกว่าเพราะทำจากองุ่นของปีที่ดีที่สุดปีเดียว ทำให้ผลผลิตมีจำกัดและคุณภาพสูงกว่าแบบทั่วไป และยังต้องใช้เวลาในการบ่มนานกว่ามาตรฐาน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและรสชาติซับซ้อนมากขึ้น ผู้ผลิตจะเลือกทำวินเทจเฉพาะปีที่สภาพอากาศเยี่ยมเท่านั้น จึงยิ่งเพิ่มความหายากและมูลค่าของแต่ละขวด ส่งผลให้ราคาสูงกว่าแบบไม่ใช่วินเทจอย่างชัดเจน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง