รีวิว มหาสฟิงซ์ สัตว์ประหลาดในตำนาน ผลงานการแกะสลักด้วยหิน

มหาสฟิงซ์

มหาสฟิงซ์ หรือ (The Great Sphinx of Giza) เป็นผลงานการแกะสลักด้วยหิน ที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ เทียบเท่าพีระมิด และเป็นผลงานแกะสลักที่ใหญ่ที่สุด ในอียิปต์ โดยลักษณะของรูปปั้นนี้ จะมีลำตัวเป็นสิงโต และมีหัวเป็นมนุษย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ของกีซา

ประวัติ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) ตำนานลี้ลับของอียิปต์

ตำนานได้เล่ากันว่า เจ้ารูปปั้นสลักหิน มหาสฟิงซ์ [1] เป็นตำนานไอยคุปต์วิทยา และยังเป็นจุดเริ่มต้นของชนชาติอื่น ซึ่งลักษณะของมัน จะมีความแตกต่าง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในยุคนั้น ซึ่งในตำนานกรีก สฟิงซ์จะมีใบหน้า และช่วงอกเป็นหญิงสาว มีปีกที่คล้ายกับนกอินทรี แถมยังพูดภาษาคนได้

ในบางภาพยนตร์ จะเห็นว่ามันจะคอยถามคำถาม กับมนุษย์ที่หลงเข้ามาในสถานที่ ที่ทันอาศัยอยู่ หากตอบคำถามไม่ได้ หรือตอบผิด มันจะทำการฆ่ามนุษย์ทันที ส่วนสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณ จะไม่มีปีก และมีใบหน้าเป็นผู้ชาย และบางตัวก็มีหัวเป็นแกะ (Criosphinx) หรือหัวเหยี่ยว (Hierocosphinx)

ชาวอียิปต์โบราณ ได้ทำการแกะสลักรูปปั้นหิน มหาสฟิงซ์ เป็นจำนวนมาก แต่รูปปั้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ก็คือ มหาสฟิงซ์แห่งกีซา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลายท่านเชื่อกันว่า มันเป็นรูปปั้นตัวแทนของฟาโรห์คีเฟร (Khafre) ซึ่งเป็นฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 4 ผู้ที่สร้างพีระมิดคาเฟร เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อน

มีความเชื่อกันว่า ใบหน้าของรูปปั้นสัตว์ในตำนาน จำลองมาจากใบหน้าของฟาโรห์คีเฟร และยังสามารถสังเกตเห็นส่วนหัว ของ มหาสฟิงซ์ มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์ ที่แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ เคราที่คาง มีงูจงอางแผ่แม่เบี้ยตรงหน้าผาก แถมยังมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบฟาโรห์

ความเกี่ยวข้อง ของรูปปั้นในตำนาน และพีระมิดคาเฟร

รูปปั้นสฟิงซ์นั้น จะตั้งอยู่ใกล้กับพีระมิดคาเฟร ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมารับชมความงดงาม และความยิ่งใหญ่ของ มหาสฟิงซ์ ที่รายล้อมไปด้วยพีระมิด 3 แห่งของกีซา เรียกได้ว่าเป็นการมาเที่ยวอียิปต์ที่คุ้มค่า พีระมิดที่มีความงดงาม พร้อมทั้งสฟิงซ์ที่มีขนาดใหญ่โต

รูปปั้นเดิมของสฟิงซ์จากการสลักหินดาน มีความยาวจากเท้าหน้า ไปจนถึงปลายหางของมัน มีความยาวอยู่ที่ 73 เมตร ความสูงจากฐานไปยังหัว มีความสูงอยู่ที่ 20 เมตร และมีความกว้างตรงโหนกหลัง 19 เมตร แต่ในส่วนจมูกของมัน ที่หักโดยไม่ทราบสาเหตุ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3-10

รูปปั้นสลักหินสฟิงซ์ของกรีก

มหาสฟิงซ์

ซึ่งสฟิงซ์ของกรีก เป็นหนึ่งในลูกของอสูรอีนิดนา และอสูรไทฟอน มีใบหน้าและหน้าอกเป็นหญิงสาว ท่อนล่างจะเป็นสิงโต และมีปีกคล้ายกับนกอินทรี มันมีนิสัยชอบหักหลัง ก้าวร้าว และกระหายเลือด แถมมันยังชอบจับมนุษย์กินเป็นอาหาร

และลักษณะเด่นของ มหาสฟิงซ์ ในตำนานกรีก มันมีความคล้ายแมวมาก มันชอบพูดหยอกเหยื่อของมัน ก่อนที่จะจับกินเป็นอาหาร แต่ถ้าหากหนีรอดออกไปได้ มันจะทำการบินขึ้นฟ้า แล้วทำการดิ่งลงมา กระแทกกับพื้นด้วยความโกรธ และทำให้มันตายลงไปในที่สุด

รูปปั้นสลักหินสฟิงซ์ของอียิปต์

มันมีชื่อเสียงสายพันธุ์ว่า แอนโดรสฟิงซ์ (Andro Sphinx) [2] ซึ่งเกิดการผสมระหว่างมนุษย์และสิงโต ส่วนหัวที่คล้ายกับมนุษย์นั้น จะมีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์ มีความเชื่อกันว่า มันมีใบหน้าที่เหมือนกับ ฮาร์มาซิส เทพแห่งรุ่งอรุณ เมื่อตอนที่กลายร่างเป็นสิงโต

และรูปปั้นแกะสลักหินสฟิงซ์ที่ใหญ่ และมีชื่อเสียงมากที่สุด เรียกว่า มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) อยู่บริเวณใกล้กับพีระมิดคาเฟร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหมู่เกาะพีระมิดแห่งกีซา (Giza Pyramid Complex)

รูปปั้นสลักหินสฟิงซ์ของตะวันออกกลาง

มันเป็นสัตว์ที่ผู้คนชาวตะวันออกกลาง เชื่อว่า สฟิงซ์เป็นสัตว์ประหลาดที่มีความฉลาด เนื่องจาก มันจะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่มันรู้ให้แก่ผู้อื่น และมันมีความพอใจเป็นอย่างมาก ที่จะนอนกลางแดด เพื่อให้ผู้คนมาบูชา และเคารพเทิดทูนมัน

สรุป มหาสฟิงซ์

ในปัจจุบันนี้ ใบหน้าของรูปปั้นในตำนาน ถูกทำลายแทบจะไม่เหลือรายละเอียดที่สวยงาม จากฝีมือของทหารนโปเลียน เพราะใช้ใบหน้าของสฟิงซ์ เป็นเป้าซ้อมยิงปืน จึงทำให้เหลือแค่บางส่วนที่ยังพอจำได้ และบันทึกตามประวัติศาสตร์ที่เขียนเอาไว้

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง